Chapter 5.
Quote 5 : “ ใกล้....แต่เหมือนแสนไกล....... “
ไลน์! ไลน์! ไลน์!
เสียงเตือนข้อความไลน์ดังขึ้นมาทำลายความเงียบภายในห้องทำงานของผู้ช่วยผู้บริหารสาวไฟแรงประจำบริษัท
พลอยละสายตาจากแฟ้มเอกสารที่กองอยู่เบื้องหน้าเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือมากดเปิดอ่านข้อความที่ส่งมา
"อะไรของนางเนี่ย.....รูปใครอ่ะ...?...คุ้นหน้าจังเลย..."
พลอยมองดูรูปภาพที่ส่งมาโดยไม่มีคำอธิบาย " ชิ จะอวดหนุ่มใหม่ว่างั้น?...
" เธอมองดูโทรศัพท์ใช้ความคิดและไม่ให้เสียเวลา
พลอยกดโทรศัพท์โทรออกทันที
"เฮลโหล...ว่าไงยะตัวแสบ...อะไรยังไง...อืม
เห็นละ..เม้ามา ชั้นมีเวลาไม่มาก....." เธอเข้าประเด็นแบบไม่ต้องอ้อมค้อม
ก็ใจมันอยากรู้ว่าหนุ่มในรูปเป็นใคร
เสียงปลายสายอีกฝั่งหนึ่งเม้ารายละเอียดด้วยอารมณ์ฟรุ้งฟริ้งระหว่างที่คนต้นเรื่องขอตัวไปเข้าห้องน้ำ
จนกระทั่งเขาเดินหน้าหล่อกลับมาใกล้จะถึงโต๊ะ
{เท่านี้ก่อนนะเจ้
...เค้ามาละ..เดี๋ยวกลับถึงห้องแล้วจะโทรไปเม้าท์ต่อนะ
นะ...โอ้เค...เทคแคร์นะ...บาย} ปลายสายกดวางไปแล้ว พลอยทำท่าจะวางโทรศัพท์ลงแต่เปลี่ยนใจกดเปิดเข้าไปดูรูปอีกครั้ง
"ชื่อ...โยชิเหรอ....
เคยเห็นหน้าที่ไหนอ่ะ...เฮ้ย!! นึกออกแล้ว! นี่มัน....! "
พลอยยังอยู่ในอาการตกใจ
แต่เริ่มเปลี่ยนมาเป็นความไม่แน่ใจปนกับความเป็นกังวลเมื่อนึกออกว่าพริ้นซ์ชาร์มมิ่งของเกรซคือใคร
"...แกเอาจริงเหรอ....?....คราวนี้จะไหวมั้ยเนี่ย...."
พลอยติดอยู่ในภวังค์ความคิดได้ไม่นานก็ต้องรวบรวมสติให้กลับไปอ่านเอกสารที่กองสุมอยู่ตรงหน้า
งานเร่งทั้งนั้น งาน ๆ ๆ ๆ
เวลาผ่านไป
พลอยตรวจดูความเรียบร้อยของเอกสารอีกครั้งก่อนจะเรียกเลขาให้เข้ามารับงานออกไปแจกจ่ายให้กับแต่ละแผนกเรียบร้อย
งานทุกอย่างถูกเคลียร์จนเสร็จแล้วแต่ยังรู้สึกหน่วง ๆ เหมือนมีอะไรค้างคาในหัวพิกล
'เป็นไร...?...อ๋อ..!'
มือเร็วเท่ากับความคิดโทรศัพท์ถูกหยิบขึ้นมากดโทรออกทันที
ภายในรถยนต์คันหรูที่กำลังแล่นฝ่าความแออัดของการจราจรยามเย็น
อัญญาพยายามนั่งหน้าเชิดให้สมกับชุดสวยที่ใส่อยู่แต่โทรศัพท์ที่ถืออยู่ในมือดันสั่นแรงจนทำเธอเสียอาการ
"หะ..เหี้ยๆๆ! อุ่บ!" ยกมือสองข้างตะครุบปากตัวเองแต่ก็สายไปเสียแล้ว
ไตรเหลือบมองมาและยิ้มที่มุมปาก เธอรู้ว่าเขาไม่ได้ถือสาจึงก้มดูว่าใครที่โทรเข้ามาตอนนี้
'เจ้พลอย?!' เธอรับสายด้วยเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้
"เฮลโหล เจ้..! มีไร อ๋อ คุยได้
ๆ " เธอพยายามคุยเสียงเบาจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ "...ห๊ะ! เหรอ?
ไม่นี่ มันไม่มีทางส่งมาให้ชั้นดูอยู่แล้ว แต่ว่า...แล้ว..ทำไมอ่ะ
มีอะไร..? " ความเงียบในรถเป็นอุปสรรคในการรวบรวมสมาธิให้จดจ่อกับหัวข้อข่าวทำให้การสนทนาฟังดูไม่ปะติดปะต่อสักเท่าไหร่
' เม้าลำบากจัง....ไม่แซ่บเลยแฮะ..'
"เอ่อ..เจ้ ยังไงเดี๋ยวค่อยคุยอีกทีได้ป่ะ
ไม่ต้องห่วงมันหรอก ก็คงเหมือนเดิมน่ะแหละ..นะ โอเค ๆ ค่อยว่ากันนะเจ้ ...บาย "
เธอกดวางโทรศัพท์ บรรยากาศในรถเงียบกริบ....แต่รู้สึกถึงกระแสมาคุเบา ๆ
ส่งผ่านมาจากเจ้านายเฉพาะกิจของเธอ
"มีอะไรรึเปล่า?"
ไตรเอ่ยปากถาม
"ไม่มีค่ะ..อ่ะ..ถึงแล้วค่ะคุณไตร"
เธอตัดบทเพียงแค่นั้น 'จะให้บอกไปได้ไงว่าเจ้พลอยมันแค่โทรมาเม้าเรื่องหนุ่มรายใหม่ของนังเพื่อนตัวแสบ....ไร้สาระอ่ะ...'
ไตรเดินลงจากรถไปแล้ว เธอนึกขึ้นได้รีบกดเซ็ตปิดเสียงโทรศัพท์เอาไว้เพื่อกันไม่ให้พลาด
'ปิดเสียงแม่งละ ขืนไปเผลอปล่อยเหี้ยกลางงานละก็...ซวยแน่เลย!'
เสร็จแล้วจึงรีบเดินตามเข้าไปด้านในบ้านของทากะยาม่าซังที่วันนี้ได้ตกแต่งอย่างสวยงามตามแบบญี่ปุ่นเพื่อใช้เป็นสถานที่ต้อนรับแขกคนสำคัญที่ได้รับเชิญมาร่วมงาน
บรรยากาศในงานถูกจัดให้เป็นแบบญี่ปุ่นทุกกระเบียดนิ้วทำให้อดรู้สึกขัดเขินไม่ได้
เธอเดินเข้าไปสมทบกับไตรเพื่อเตรียมตัวเข้าไปพบกับทากะยาม่าซังและเพียงเสี้ยววินาทีนั้นเธอรู้สึกว่ามีใครสักคนที่คุ้นตาเดินเข้ามาประชิดด้านข้าง
ทั้งรูปร่างความสูงและกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่คุ้นชินทำให้รูสึกวูบในใจแปลกๆ
"อ่ะ..พัฒ..?...มาพอดี
นึกว่าจะเบี้ยวซะแล้วนะไอ้เสือ .... " ไตรหันมาทักทายผู้ร่วมทีมอีกคนที่เพิ่งมาถึง
คนๆนั้นคือ ณพัฒ! ชื่อนั้นทำให้อัญญาหน้าชามือเย็นเฉียบ 'เหี้ยละไง!!! ...มาได้ไงเนี่ย?......อย่าบอกนะว่า...?!!! ? ' เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอึ้งๆ!' ณพัฒยิ้มให้ไตรและหันมาสบตาเธอ เธอเบือนหน้าไปอีกทางอย่างรวดเร็วโดยไม่รอดูว่าเขาจะแสดงอาการอย่างไร
รู้แต่เพียงว่าหากแทรกแผ่นดินหนีไปจากตรงนี้ได้ เธอจะไม่รีรอเลย
แต่เมื่อทำอะไรไม่ได้เธอจึงต้องรักษาอาการให้นิ่งที่สุด ทั้งๆ ที่หัวใจเต้นแรงขึ้นและเริ่มรู้สึกมวนท้องขึ้นมาทันที
"เชิญคุณไตรและทุกคนด้านในเลยครับ
ทากะยาม่าซังรออยู่แล้ว" ไตรพยักหน้ารับคำเชิญ
หันมาส่งสายตาเป็นสัญญาณให้ทั้งสามคนเดินเข้าไปด้านใน
ภายในห้องโถงที่ถูกตกแต่งอย่างเรียบงายแต่สวยงามตามแบบญี่ปุ่นแท้
ๆ กลางห้องโถง ทากะยาม่าซังกำลังสนทนากับแขกอย่างเป็นกันเอง
เขายิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าไตรเดินทางมาถึงแล้ว ไตรเดินเข้าไปกล่าวทักทายและขอบคุณที่เชิญมาร่วมงานด้วยความนอบน้อม
อัญญาและณพัฒยืนอยู่ด้านหลังด้วยอาการที่สำรวมเช่นกัน แม้จะเป็นงานเลี้ยงที่เป็นทางการเพื่อจุดประสงค์ทางธุรกิจแต่ทากะยาม่าซังก็ให้ความเป็นกันเองกับทุกคนที่มาร่วมงาน
"อัญซัง สบายดีมั้ย...?"
เขาทักทาย
"สบายดีค่ะ ขอบคุณ"
เธอโค้งตัวเล็กน้อยขณะที่ตอบคำถาม "...งานตกแต่งได้สวยมากเลยค่ะ"
"ทั้งหมดนี่เป็นแบบญี่ปุ่นแท้
ๆ.. ลูกชายคนโตเดินทางมาดูแลให้ผมโดยเฉพาะ..เสียดายวันนี้ไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นคงได้แนะนำให้รู้จัก..."
เขาเล่าด้วยความภูมิใจ
" พัฒโตะซัง ไม่ได้พบกันนานเลย
สบายดีมั้ย?"
ชายสูงวัยหันไปถามไถ่ณพัฒด้วยท่าทางใส่ใจเช่นกัน
"สบายดีครับ ขอบคุณครับ"
พัฒโค้งคำนับตามธรรมเนียมญี่ปุ่น
เมื่อขั้นตอนการทักทายผ่านไปได้ด้วยดี
ไตรย้ำให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการแนะนำบริษัทที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วค่อย ๆ ผ่อนออกมาช้า ๆ เพื่อลดความตื่นเต้น ภารกิจสำคัญที่อยู่ตรงหน้าทำให้เธอเกือบจะลืมไปแล้วว่ามีณพัฒวนเวียนอยู่ใกล้ๆ
เธอตลอดเวลาและยังจะต้องอยู่ใกล้กันแบบนี้ไปอีกหลายชั่วโมง
เธอเกือบจะลืมไปแล้วจริง ๆ จนกระทั่งมีมือของใครคนหนึ่งเอื้อมมาแตะไหล่เบา ๆ
"ใจเย็น ๆ...ไม่ต้องตื่นเต้น....." เธอหันมองตามไปเพื่อดูหน้าเจ้าของมือนั้นว่าคือใคร
ณพัฒสบตาเธอและยิ้มให้
"อ่ะ!...อืม...." เธอรีบหลบสายตา
คิดคำตอบได้เพียงเท่านั้น '
เหี้ยเอ้ย... ทำแบบนี้ทำไมเนี่ย! ตื่นเต้นหนักกว่าเดิมอีก!
ทำแบบนี้มากระโดดกัดคอให้ตายไปซะเลยยังดีซะกว่า...' ก็ดันเผลอไปสบตาเขาแบบนั้นเล่นเอาไปต่อไม่ได้เลย
เพียงแค่แว้บเดียวก็รู้สึกได้ว่าสายตาคู่นั้นแสดงความรู้สึกห่วงใยออกมาอย่างชัดเจน
แต่ก็พยายามเถียงว่าอาจจะแค่คิดไปเอง '...ไม่หรอกน่า...อย่าเพ้อดิเฮ้ย!...ทำงานๆ!...'
อาจจะเป็นเพราะสัญชาตญาณการเอาตัวรอดหรือไม่ก็เป็นเพราะโชคยังเข้าข้างเธอ
การแนะนำบริษัทผ่านพ้นไปได้ด้วยดี มีผู้ที่สนใจเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนและเป็นคู่ค้าอย่างท่วมท้น
ทุกฝ่ายพอใจทำให้แผนการร่วมทุนของทากะยาม่าซังและไตรดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
เธอเห็นไตรและทากะยาม่าซังร่วมดื่มฉลองความสำเร็จอยู่กลางห้องโถงมองมาที่เธอด้วยความชื่นชม
ณพัฒเองก็รู้สึกโล่งใจที่เธอทำภารกิจนี้ได้อย่างดีเยี่ยม
แต่กลับกลายเป็นเธอเองที่รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกจนต้องปลีกตัวออกมาเดินรับอากาศในสวนด้านนอก
'เกือบไม่รอด...เฮ้อ....งานเค้าออกจะใหญ่โต
ดีนะที่ไม่ไม่ทำงานเค้าล่ม..ห่วยอีกแล้วนะอัญญา....เมื่อไหร่จะเลิกนิสัยเสียซะที...'
เธอรู้ตัวเองดีว่าเธอไม่ได้ทำดีสักเท่าไหร่
ไม่ได้มีการเตรียมตัวและยังไม่มีสมาธิเอาซะเลย
ที่ผ่านมาได้ก็เพราะว่าโชคดีเท่านั้นเอง '...คราวหลังเหม่งจะตั้งใจให้มากกว่านี้นะเฮีย...'
ถอนหายใจยาว ๆ เพื่อบรรเทาความรู้สึกผิดและยังมีเรื่องที่ทำให้หนักใจอีกเรื่องก็คือการที่ได้เจอกับณพัฒในวันนี้อีกด้วย
'....นานเท่าไหร่แล้วนะที่ไม่ได้เห็นกันใกล้ ๆ แบบนี้....'
เธอเงยหน้ามองฟ้าเหมือนจะต้องการทางออกและปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปไกลแต่ถูกดึงกลับมาสู่พื้นโลกด้วยเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอดทางด้านหลังของอาคารที่อยู่ตรงข้ามกับสวนที่เธอยืนอยู่
ดวงไฟที่ประดับภายในสวนอยู่ห่างออกไปทำให้ไม่มีใครเห็นว่าเธอยืนอยู่ตรงนั้น
เสียงเครื่องยนต์รถเงียบลงและถูกแทนที่ด้วยเสียงเอะอะตึงตังฟังดูน่าตกใจ
เธอทำท่าจะเดินกลับเข้าไปในงานแต่กลับเปลี่ยนใจ
ต่อมเผือกเปิดทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ 'หืม! อะไรกันอ่ะ...?
มีอะไรกันเหรอ...?..' สายตาเริ่มสอดส่องหาที่มาของเสียงทันที
'...อ๊าก!!!! อยากรู้จุงเบรย.....' ไม่เพียงแค่คิด
แต่รู้ตัวอีกทีเธอก็เข้าไปหลบอยู่ในมุมมืดห่างจากกลุ่มชายฉกรรจ์เพียงไม่กี่ก้าว
ได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดลอดออกมาจากห้องทางด้านหลัง
ซึ่งมีคนเฝ้าอยู่หน้าประตูอย่างแน่นหนา
เธอรีบกระเถิบใกล้เข้าไปอีกและแอบซ่อนอยู่ตรงมุมมืดพยายามทำตัวให้นิ่งที่สุด
แม้จะไม่สามารถมองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นภายในห้องนั้น
แต่ก็ทั้งกลัวและตื่นเต้นเสียงหัวใจเต้นดังจนเหมือนจะทะลุออกมาจากอก เสียงเปิดปิดประตูและคำพูดที่แอบได้ยินทำให้เธอแทบลืมหายใจ
"จัดการเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย"
"ครับ"
"ดี...จัดคนเฝ้าหน้าห้องตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
อย่าให้คลาดสายตา คนที่จะเข้าออกห้องนี้ได้มีเพียงแต่นายใหญ่และชั้นเท่านั้น"
"ครับ คุณเคนจิ" เสียงลูกสมุนตอบรับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียงและหนักแน่นจนน่ากลัว
เสียงฝีเท้าเดินห่างออกไปและเงียบหายไปแล้ว
เธอขยับตัวออกมาจากมุมมืดแต่แล้วก็แทบจะทรุดลงไปกองด้วยความเจ็บปวด 'อ่ายเหี้ย!
ตะคริวแดก....' เธอมองซ้ายมองขวากลัวว่าจะมีใครมาเห็นเธอเข้า
นึกถึงสิ่งที่เธอเพิ่งได้ยินมามันคงต้องไม่ใช่เรื่องดีนัก 'คนพวกนั้นทำอะไรกันอ่ะ!
' สัญชาตญาณป้องกันตัวตะโกนบอกตัวเองดังเต็มสองรูหู '
ไม่รู้..อย่าไปอยากรู้เลย...รีบเผ่นดีกว่า!!!' เธอแข็งใจยืนขึ้นและรีบไปจากที่นั่น
อาการปวดขายังไม่หายดีแต่ความเจ็บไม่ได้มากไปกว่าความกลัวว่าจะมีใครมาเห็นเธอเข้า อัญญาพาร่างมาถึงสุดมุมทางเดินด้านที่ติดกับสวนอย่างทุลักทุเล
ขณะที่กำลังรีบเดินอยู่นั้นก็ชนกับใครบางคนเข้าอย่างจังจนลงไปกองกับพื้นแต่อีกฝ่ายคว้าตัวเธอเอาไว้ได้เสียก่อน
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองจึงเห็นว่าใบหน้าของเธอกับอีกฝ่ายหนึ่งแทบจะชนกันอยู่แล้ว 'พะ..พัฒ!!???'
"อัญ!?...เป็นอะไรรึเปล่า..."
เขาช่วยประคองเธอให้ยืนขึ้น "แล้วนี่..ไปไหนมา ผมตามหาจนทั่ว
..ทากะยาม่าซังต้องการพบน่ะ.." คนฟังใจหายวูบ
ไม่กล้านึกว่าจะเป็นเพราะเหตุผลอะไรเขาถึงได้ต้องการให้เธอไปพบ แต่ตามทฤษฏีเพื่อความอยู่รอดหากอยู่ในถ้ำเสือแบบนี้ก็ต้องทำใจดีๆ
เอาไว้ก่อน
"..ออกมาเดินเล่นน่ะ..
เอ่อ..ทากะยาม่าซัง?
ในงานใช่ป่ะ?...ได้ ๆ..." เธอรีบผลักตัวเองออกมาให้ห่างจากเขาและคิดหาทางชิ่ง
หันหน้าเดินไปด้านห้องจัดงานเลี้ยง
"อัญ!..." เขาเรียกเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มฟังแล้วอุ่นใจบอกไม่ถูกทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหวจนตั้งตัวไม่ทันและไม่รู้จะหันไปมองหน้าเขาอย่างไร
" ทางนี้..."
"ห๊ะ..?..ทางนั้น?
..อ๋อ...โอเค..." เธอแอบเก้อนึกโกรธตัวเองที่เผลอใจเพ้อไปแค่แว้บเดียวจริงๆ
"ทากะยาม่าซังอยู่ที่ห้องรับรองด้านนี้ครับ"
เคนจิซัง ลูกน้องคนสนิทของทากะยาม่าซังเดินเข้ามาสมทบและนำทางไป
"..ค่ะ...ได้ค่ะ "
เธอรับคำสั่งด้วยรอยยิ้มแต่ใจหวั่น รีบทบทวนเหตุการณ์ดูอีกรอบ
' ไม่น่าจะมีใครเห็นนี่นา...เนียนเข้าไว้
สู้ต่อไป....ไฟ้ท์โตะ..!'
----------------------------------------
"อัญ! ...อัญญา...เหม่ง?! "
ฝ่ามืออรหันต์ประทับลงบนหัวเหม่งอย่างหมดความอดทน
"โอ้ย!..เจ็บ... ห่ะ..หืม!!
..คะ?" เจ้าของสมญานาม 'ยัยเหม่ง' หันหน้ามาตามหาต้นเสียง
" เฮีย.... บอกแล้วว่าอย่าเรียกแบบนี้อ่ะ แล้วไมต้องแพ่นกะบาลกันด้วย
เดี๋ยวฉี่รดที่นอน..."
"ก็เรียกหลายหนแล้วไม่ได้ยิน
เพ้ออะไร...นั่งยิ้มอยู่ได้ "
"เปล่าซักหน่อย... ก็.."
ชักน้ำเสียงสูงปรี๊ด " คนมันดีใจอ่ะ ได้ค่าแรงมาเต็มเลย ซองแน่น โฮะ ๆ ๆ ...ทากะยาม่าซังนี่ใจดีเนาะ
..เอ่อ..แล้ว....เจ้านายเราอ่ะ ไม่มีรางวัลพิเศษบ้างเหรอ...งานวันนี้ทำดีมากเลยน๊า
ได้ลูกค้าเพิ่มอีกเพียบเลยด้วย...." อัญญาปั้นหน้าทะเล้นขอรางวัลซะงั้น
"โห.. ถ้าจะหน้าเงินขนาดนี้ก็ไม่ต้องเอาเรื่องงานมาอ้างเลย....
มันฟังไม่ขึ้น..." ไตรส่ายหน้า วันนี้เขารับหน้าที่ไปส่งเธอที่ห้องพักเหมือนเช่นเคย
ใบหน้าคมคายของชายไว้สามสิบกว่ายังคงจดจ่ออยู่กับถนนเบื้องหน้าขณะที่เอื้อมมือล้วงเข้าไปในเสื้อแจ็คเก็ตที่ใส่อยู่เพื่อหยิบของสิ่งหนึ่งออกมายื่นให้เธอ
"หืม...อะไรอ่ะ"
อัญญาหันมองด้วยความสนใจ "อย่าบอกนะว่าเฮียใจป้ำแจกค่าขนมเพิ่มให้จริงๆ อ่ะ ?
โห...จะโชว์ป๋าแข่งกับทากะยาม่าซังเหรอคะเฮีย ... หมดตัวไม่รู้ด้วยนะ"
เธอยังแหย่เขาไม่เลิก
"...พูดแบบนี้อย่าเอามันเลย...."
เขาเอาสิ่งที่ถืออยู่เหวี่ยงไปเคาะกะบาลด้วยความหมั่นไส้
แล้วทำทีจะยัดเก็บเข้ากระเป๋า แต่มือเธอไวกว่ารีบคว้าหมับทันที
เมื่อเปิดดูถึงกับหน้าบาน
"เฮ้ย!...ให้จริงเหรอเฮีย
ขอบคุณนะ...คนอะไรก็ไม่รู้ ทั้งหล่อ เท่ แล้วยังใจดี น่ารักที่สุดในสามโลกเลย..."
"พอเลย ๆ ...ให้มันจริงใจหน่อย...ที่ให้เพราะวันนี้ทำดีหรอกน่า
" ไตรเหลือบมองอัญญาที่กำลังยิ้มกว้างจนแก้มแทบแตกด้วยความเอ็นดู
"ตกลงว่าจะไปฟากโน้นก่อนกลับใช่มะ?"
"อืม...ไปเติมเงินซะหน่อย
ที่ให้ไปวันก่อนป่านนี้หมดแล้วมั้ง..."
เธอพูดพลางเปิดกระเป๋าหยิบซองเงินที่ได้รับจากทากะยาม่าซังออกมาและนำเงินที่เพิ่งได้รับจากไตรใส่เพิ่มลงไปทั้งปึกและมองอย่างมีความสุข
รถยนต์จอดอยู่มุมถนนเหมือนเช่นเคยทุกครั้ง
หลังจากจัดการธุระเสร็จเรียบร้อยแล้วอัญญาจึงเดินกลับมาขึ้นรถ
"เฮียถามจริงนะ ...เงินตั้งเยอะ...ไม่คิดจะแบ่งเอาไว้ใช้บ้างเหรอ
?..." ไตรอดถามไม่ได้
เงินที่เธอเพิ่งได้มาจำนวนไม่ใช่น้อย แทนที่จะแบ่งเก็บเอาไว้บ้างเธอกลับเอาให้ป้าเพ็ญไปทั้งหมดและจากสถิติแล้ว
เงินนั่นจะถูกใช้จนหมดเกลี้ยงภายในไม่กี่วัน
"ก็....ยังมีที่เก็บไว้เหลืออยู่บ้าง
แล้วก็ค่อยไปของานทำกะเฮียไง...ทำงานเสร็จเดี๋ยวก็ได้เงินแล้ว"
เธอเงยหน้ามองเขาแววตามุ้งมิ้ง ไตรได้แต่ส่ายหน้ากับความคิดที่ก็ไม่รู้ว่าบ้าหรือว่าเพี้ยนกันแน่
"หึๆ...นั่นสิ... หิวมะ
เดี๋ยวเลี้ยงข้าวต้ม? "
"ไม่เอาอ่ะ เหนื่อย...ง่วงด้วย ส่งกลับเลยนะ..."
"โอเค...งั้นก็กลับ...."
ทั้งสองคนสบตาและยิ้มให้กัน
ขอบฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีสว่างขึ้นทุกที
เช้าวันใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
รถคันหรูแล่นออกไปตามเส้นทางเดิมออกสู่ถนนใหญ่มุ่งหน้าสู่สะพานเพื่อข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเมืองที่มีแต่ความสับสนวุ่นวายแต่ยังมีคนสองคนที่กำลังหัวใจพองโตด้วยความสุข
ไตรมีความสุขที่ได้ใช้เวลาอยู่กับเธอ ส่วนเธอนั้นคงมีความสุขมากกว่า นอกจากจะได้เงินไปให้ป้าเพ็ญเยอะกว่าครั้งก่อน
ๆ แล้วแค่นึกดูว่าไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตั้งแต่เรื่องที่ต้องแปลงร่างเป็นผู้ช่วยมือหนึ่งในงานแนะนำบริษัททั้ง
ๆที่ความจริงแล้วเธอไม่ได้เป็นแม้แต่พนักงานประจำของบริษัทของไตรด้วยซ้ำ
และต้องเผชิญหน้ากับณพัฒเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีก็น่าระทึกน้อยไปเสียเมื่อไหร่ ก่อเรื่องไว้ก็ใช่ย่อย
ได้พบกันอีกครั้งแบบไม่ได้ตั้งตัวแบบนี้ โชคดีที่ไม่หัวใจวายตายไปซะก่อน แถมท้ายด้วยเหตุการณ์ระทึกขวัญสั่นประสาทในบ้านทากะยาม่าซัง
ไม่อยากจะนึกภาพเลยจริง ๆ ว่าถ้าหากมีใครเห็นเข้าชะตาชีวิตเธอจะเป็นอย่างไร
ไม่น่าเชื่อว่าเหตุการณ์ไม่คาดคิดทั้งหมดจะจบลงด้วยดีได้ขนาดนี้ 'นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว...แต่ว่า...แล้วที่บ้านของทากะยาม่าซัง!
... ใครอยู่ในห้องนั้น?! เป็นหรือตาย? ' จะเอายังไงกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดที่เธอได้ยิน 'หรือว่า..ต้องแจ้งตำรวจ ?...'
----------------------------------------
บนอัฒจันทร์ขนาดใหญ่ล้อมรอบสนามหญ้าสีเขียวสดภายในสนามกีฬาประจำเมือง
แสงอาทิตย์กำลังแต่งแต้มสีลงบนกลุ่มก้อนเมฆสีขาวที่ปลายฟ้า อัญญานั่งมองไปยังท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนสีด้วยสมองที่ไร้ความคิดและจินตนาการ
'เวลาที่ไม่ต้องคิดอะไร
มันก็ดีเหมือนกัน....แต่..ตอนนี้ก็กำลังคิดอยู่มั้ยล่ะ?...'
"ยิ้มอะไรอ่ะ..เห็นเมฆเป็นตัวอะไรเหรอ
หรือว่าง่วงจนเพี้ยนไปซะละ..." ไตรเดินมานั่งลงข้าง ๆ พร้อมกับส่งแซนด์วิชและน้ำให้เธอ
มืออีกข้างถือแก้วกาแฟร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมมาตามลม
"โห..บริการดีสุด ๆ อ่ะ
แต่อยากกินกาแฟด้วยนี่..." เธอรับแซนด์วิชมาแล้วยังหันไปอ้อน เขามองแววตาคู่นั้นแล้วใจละลายยื่นแก้วกาแฟให้แต่โดยดี
"ระวังร้อนนะ.."
อัญญารับมายิ้ม ๆ รู้สึกขอบคุณในความใส่ใจที่มีให้ และแบ่งแซนด์วิชให้เขาเป็นการแลกเปลี่ยน
"อ่ะ..แบ่งให้ " ไตรรับแซนด์วิชมากินแบบยิ้มๆ เขิน ๆ ไม่เหลือคราบของนายไตร
ผู้บริหารมาดเข้มสุดเฮี้ยบที่เหล่าพนักงานในบริษัทยำเกรง เธอแอบปรายตามอง ก็คงมีแต่เพียงเธอเท่านั้นที่ได้เห็นตัวตนอีกด้านหนึ่งของเขา
ไตร วัชรเดชไพศาล หลานชายคนเดียวของเสี่ยหยางเจ้าของกิจการขนส่งสินค้ารายใหญ่ของภูมิภาคแถบนี้
หนึ่งในผู้นำสมาคมการค้าไทย-จีน ได้เข้ามาช่วยงานของอาเจ็กหยางตั้งแต่สมัยเรียนและทันทีที่เรียนจบเขาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บริหารธุรกิจทั้งหมดของเสี่ยหยางและยังต้องดูแลในส่วนของกิจการพิเศษ
MExP(Mind
Express Service) โปรเจคที่เขาสร้างขึ้นเพื่อบริการรับส่งสินค้าและของสำคัญๆ
ให้กับผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกซึ่งต้องการจะจัดส่งหรือรับสินค้าหรือสิ่งของที่ต้องการได้รับการดูแลเป็นพิเศษที่ไม่ต้องการให้มีการจดบันทึก
ไม่ต้องการระบุชนิดสินค้าหรือระบุที่มาที่ไป รายละเอียดข้อมูลจะต้องถูกเก็บเป็นความลับระหว่างเจ้าของสินค้า-ไตร-ผู้รับ
และมีตัวแปรสำคัญก็คือ 'คนนำส่ง' ซึ่งจะต้องผ่านการคัดเลือกจากเสี่ยหยางและไตร คนนำส่งต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้
ฉลาด ไหวพริบดี สามารถดูแลสินค้าจนถึงมือผู้รับได้อย่างปลอดภัย การดูแลบริหารธุรกิจเป็นภาระที่หนักมาก
เขาใช้ชีวิตทุ่มเทให้กับการทำงานมาตลอด จนเมื่อณพัฒ หนึ่งในสมาชิกทีม MExP
ได้พาเด็กหญิงคนหนึ่งมาแนะนำให้เขารู้จักและขอให้ช่วยรับเข้าทำงาน
ตั้งแต่เขาได้เจอเธอก็มีบางอย่างที่เปลี่ยนไป
" ชื่อ อัญญา ....
ก็...รู้เท่านี้อ่ะเฮีย เพิ่งเจอระหว่างทางมาเนี่ย... " ณพัฒให้ข้อมูลของเด็กฝากซึ่งไม่น่าจะมากพอให้รับเข้าทำงานได้
แต่ไตรก็ตกลงรับเธอเข้าเป็นพนักงานฝึกหัดอย่างง่ายดายจนณพัฒเองยังแปลกใจ ยิ่งไปกว่านั้น
ไตรยังกำชับให้เขาเป็นคนดูแลสอนงานให้เพื่อที่จะเข้ารับการทดสอบเพื่อเป็นสมาชิกทีม
MExP ในอีก
2สัปดาห์ข้างหน้าให้ได้ และอัญญาก็ผ่านการทดสอบด้วยคะแนนที่สูงลิ่วขนาดที่เสี่ยหยางยังต้องทึ่ง
" ไม่น่าเชื่อ เด็กคนนี้น่าสนใจมาก...แกเลือกคนได้เก่งจริง
ๆ .... " เสี่ยหยางชื่นชมหลานชาย ไตรยิ้มรับคำชม " สั่งให้พัฒดูแลสอนงานอย่างใกล้ชิด
แล้วให้ดูแลงานของทากะยาม่าซังได้เลย.... " ไตรรับคำสั่งจากเสี่ยหยางในแววตาดูมีความสุขมากเป็นพิเศษ
เขาสั่งให้อาทิตย์ลูกน้องคนสนิทตามณพัฒเข้ามาพบเพื่อรับคำสั่งและตารางการฝึกงานสำหรับอัญญา
" ผมถามหน่อยดิเฮีย... ทำไมรับเค้าเข้าทำงานง่ายจังอ่ะ...? ขนาดผมนะเส้นใหญ่ขนาดไหน ยังไม่ง่ายงี้เลย....." ณพัฒได้โอกาสจึงถามลูกพี่ของเขาให้หายข้องใจ
"
ก็....แกเองที่อยากให้เค้ามีงานทำ..ไม่ใช่เหรอ..? "
ไตรโยนคำถามกลับมาให้เด็กหนุ่มในสังกัด อีกฝ่ายพยักหน้าหงึกๆ เริ่มสับสนกับตัวเอง
" ...แล้วแกอ่ะ เพิ่งเจอเค้าครั้งแรกจริงเหรอ ?... ทำไมยอมช่วยคนแปลกหน้าง่าย
ๆ ล่ะ ?.... "
" .......เอ่อ.....จริง ๆ ก็......ไม่....
" ณพัฒสีหน้าเปลี่ยนตอบไม่เต็มเสียง ".... ยังไงผมก็...ขอบคุณนะเฮีย
ที่ให้เค้าทำงานที่นี่..."
ไตรพอดูออกว่าเด็กหนุ่มคงไม่อยากพูดถึงจึงได้แต่พยักหน้ารับคำขอบคุณ ณพัฒโล่งใจ
เขาเองก็รู้สึกทึ่งไม่น้อยที่อัญญาผ่านการทดสอบด้วยระดับคะแนนที่สูงมาก
ลูกพี่ของเขาคงต้องเห็นอะไรบางอย่างถึงได้ตัดสินใจรับเธอเข้าฝึกงานอย่างง่ายดาย
แต่สำหรับไตรแล้ว การตัดสินใจครั้งนี้กลับเป็นการตัดสินใจครั้งแรกที่เขาไม่ได้ใช้เหตุผลแต่ใช้ความรู้สึกส่วนตัวล้วน
ๆ การที่เขาต้องการให้อัญญาผ่านการทดสอบและสั่งให้อาทิตย์ไปตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวของเธออย่างละเอียดนั่นก็เพื่อที่เขาจะสามารถหาทางช่วยให้เธอได้ทำงานอยู่ที่นี่ได้อย่างที่เขาต้องการ
โชคดีที่เธอเป็นคนเก่งและฉลาดมากจึงทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น และแม้ว่าจะมีณพัฒคอยดูแลเธออยู่แล้วแต่เขาก็ยังคอยเฝ้าดูและให้ความช่วยเหลือเธอแบบลับๆ
มาตลอด เขาจึงรับรู้ความเป็นไประหว่างเธอกับณพัฒเป็นอย่างดี และได้รู้ว่าจู่ๆ ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็แปรเปลี่ยนจากที่เคยใกล้ชิดสนิทกันเป็นปาท่องโก๋ก็กลับกลายเป็นเหมือนคนแปลกหน้าอย่างไม่มีเหตุผลทำให้เธอเศร้าใจมากขนาดไหน
ทำให้เขายิ่งห่วงใยและตามดูแลเธอโดยใช้เรื่องงานเป็นข้ออ้างและถือโอกาสขับรถไปส่งเธอกลับที่พักอยู่บ่อยครั้ง
การได้ใกล้ชิดเธอมากขึ้นทำให้เขาได้รับรู้เรื่องราวของเธอรวมทั้งบังเอิญได้ยินเรื่องดอกกุหลาบสีขาวและแอบหวังว่าจะมีสักวันที่ได้เป็นคนมอบให้เธอ
จนกระทั่งในคืนงานเลี้ยงรับรองที่ผับของเฮียเคี้ยงเมื่อหลายปีก่อน
อัญญาหายตัวไปตลอดทั้งคืน เขาสั่งให้อาทิตย์ติดตามเธอย่างใกล้ชิดและรายงานว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เมื่อได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาจึงตัดสินใจที่จะบอกความในใจให้เธอรู้และขอเป็นคนดูแลเธอ
เขาจึงวางแผนไปรอตรวจงานและรับเธอไปส่งกลับที่พักเหมือนเช่นทุกครั้งแต่ครั้งนี้เขาได้เตรียมดอกกุหลาบสีขาวช่อใหญ่เอาไว้สำหรับมอบให้เธอด้วย
"ส่งแค่นี้ก็พอค่ะ....ขอบคุณนะคะ
" อัญญากล่าวขอบคุณที่เขามีน้ำใจขับรถมาส่งเธอเหมือนเช่นเคย เธอก็มักจะให้เขาจอดตรงประตูทางเข้าสนามกีฬาประจำเมืองซึ่งเธอชอบเข้าไปนั่งชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนที่จะเดินลัดเลาะไปทักทายลุงกับป้าคนดูแลทำความสะอาดสนามเพื่อนบ้านของแม่และเธอตั้งแต่เมื่อสมัยเธอยังอยู่ที่บ้านเช่าหลังเก่า
และเดินต่อไปยังทางออกประตูเล็กซึ่งเป็นประตูเชื่อมออกสู่ถนนด้านหน้าทางเข้าอาคารห้องเช่าเป็นประจำ
แต่เช้าวันนี้กำลังจะมีอะไรเปลี่ยนไป ขณะที่เธอกำลังนั่งมองแสงสีทองทอดผ่านท้องฟ้าปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปไกลทำให้ไม่รู้ตัวว่ามีใครบางคนมายืนอยู่ใกล้
ๆ
" อัญ..... "
เสียงเรียกชื่อเธอดังมาจากด้านหลังทำให้เธอตื่นจากภวังค์และเมื่อหันไปตามเสียงเรียกจึงเห็นว่าเป็นคุณไตร
เจ้านายสุดเท่ของเธอนั่นเอง ไตรมีสีหน้าจริงจังในมือถือช่อดอกกุหลาบสีขาวช่อใหญ่เอาไว้
ทั้งคู่ต่างก็ยืนนิ่ง เธอพยายามนึกถึงจับต้นชนปลายหาที่มาของดอกกุหลาบในมือของอีกฝ่าย
"...คะ....?...
"
"..เมื่อคืน...เจอพัฒแล้ว
เป็นไงมั่ง ได้คุยอะไรกันบ้างรึเปล่า?...." อัญญากำลังกินแซนด์วิชอย่างเอร็ดอร่อยต้องสะอึกกับคำถามที่ได้ยิน
"เอ่อ..คุยอะไร...." อัญญาทำเฉไฉเพื่อตั้งสติ
" ก็..ไม่ได้คุยอ่ะ...มัวแต่ตื่นเต้นเรื่องงานเลยไม่ได้คุย ทำไมคะ...เฮียมีอะไรรึเปล่า..."
เธอยิ้มให้เขาอีกครั้งเพื่อยืนยันคำพูดของตัวเอง
"ไม่มีอะไร...แต่ช่วงนี้คงได้เจอกันบ่อยขึ้นนะ
พ่อของณพัฒเป็นหนึ่งในบอร์ดบริหารโปรเจ็คใหม่เลยส่งมันมาช่วยดูแลงาน...เฮียนึกว่ามันจะบอกอัญเรื่องนี้ซะอีก.."
"....ไม่นี่ "
อัญญารู้สึกวูบในอก " ไม่ได้บอกอะไร..." รอยยิ้มจาง ๆ
บนหน้าทำให้รู้ว่าเธอพยายามเก็บความรู้สึกน้อยใจไว้อย่างยากเย็น
เขาไม่อยากให้เธอคิดมากเลยรีบเปลี่ยนเรื่อง
".....แล้ว...อัญได้ดอกกุหลาบสีขาวที่อัญอยากได้รึยัง....?" แต่เรื่องใหม่ก็เป็นอีกเรื่องที่ตอกย้ำแผลเดิมของเธออยู่ดี
เธอดูออกว่าเขากำลังพยายามดูแลความรู้สึกของเธออยู่ ถึงมันจะไม่เข้าท่าสักเท่าไหร่ก็เถอะ
"เฮียอ่ะ...อย่าถามเรื่องนี้ดิ....คงไม่มีวันจะได้หรอก..."
เธอก้มหน้ามองดูแก้วกาแฟในมือ น้ำเสียงของเธอจ๋อยสนิท
----------------------------------------
วันนั้น... เขานำดอกกุหลาบสีขาวไปให้เธอและตัดสินใจบอกความรู้สึกที่เขามีต่อเธอ
เขาเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าไม่ว่าจะคำตอบจะเป็นเช่นไรเขาก็จะยอมรับมัน
ดอกกุหลาบช่องามถูกวางลงอย่างเบามือ
ไตรถอนหายใจยาวลดตัวนั่งลงข้างๆ ช่อดอกไม้ที่ส่งไปไม่ถึงมือผู้รับ
อัญญาใจเสียเพราะเพิ่งบอกปฏิเสธคนที่ช่วยให้เธอมีงานทำมีเงินใช้และคอยดูแลเธออย่างดีมาตลอด
แล้วแบบนี้ชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป '
ไอ่อัญเอ้ย....ทำอะไรลงไป...!... ถ้าเค้าไล่ออกแล้วจะเอาอะไรกินห๊ะ?
โง่หรือบ้าวะเนี่ย?.. ' หรือว่าเธอจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของชีวิตอีกครั้ง
ยิ่งคิดก็ยิ่งใจคอห่อเหี่ยว '...แล้วจะเอายังไง...คุณทำแบบนี้ทำไม..! ตกลงชั้นเลยต้องซวยเอง งี้? ' ความสับสนเริ่มกลายเป็นความโกรธที่เขาทำให้เธอต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แล้วถ้าเขาไม่พอใจและไล่เธอออกขึ้นมาเธอจะทำอย่างไร
" หึๆๆ...นั่งลงก่อนมั้ย
?...." เขาหัวเราะกับตัวเองบอกอีกฝ่ายที่กำลังยืนหน้าซีดอยู่ในท่าเดิม อัญญาทรุดลงนั่งข้างๆ
เขาอย่างหมดแรง " ผม..ขอโทษ...คุณคงตกใจ...? " อีกฝ่ายพูดขึ้นมาทำให้เธอหันหน้าไปมองเขาช้าๆ
ไม่เข้าใจเจตนาว่าเขาต้องการอะไรกันแน่ " ...
ถือซะว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกันนะ " ยิ่งพูดเธอก็ยิ่งไม่เข้าใจ
แต่ไตรก็พยายามทำให้เธอรู้สึกได้ว่าเขาแคร์ความรู้สึกเธอมากเหลือเกิน จนเธออดนึกถึงตัวเองไม่ได้
.....เธอเองก็เคยอยากบอกความรู้สึกให้ณพัฒรับรู้เธอไม่กล้าพอที่จะทำและจนถึงตอนนี้ก็ยังคงเจ็บปวดที่ถูกเขาเมินเฉย
เธอจึงเปลี่ยนท่าทีและพยายามทำให้เขาไม่รู้สึกผิดหวังมากนัก
"เอ่อ...แต่ผมอยากขออะไรอย่างนึงได้รึเปล่า
? ขอ.... เป็นมากกว่าเจ้านายกับลูกน้องได้มั้ย ? คือ...อยากผมอยากดูแลคุณมากกว่านี้....."
เขาพยายามรวมความกล้าขอให้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดเธอให้มากขึ้น
น้ำเสียงของเขาประหม่าไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเธอ
"......ค่ะ....
" คำตอบของเธอทำให้เขาหันขวับจนเธอเองยังตกใจและหลุดขำออกมาช่วยให้สถานการณ์ผ่อนคลายมากขึ้น
ทั้งสองคนนั่งมองท้องฟ้าเบื้องหน้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีทองสว่างขึ้นเรื่อยๆ
ความรู้สึกสีเทาในใจหายไปหมดแล้ว ที่เหลืออยู่คือความรู้สึกอบอุ่นในใจที่ทั้งสองไม่ต้องการค้นหาว่าความรู้สึกนั้นมันคืออะไร
....สุดท้ายเธอก็ปฏิเสธเขาอย่างที่เขาคิดไว้จริง
ๆ แต่อย่างน้อยเธอก็รับรู้ความรู้สึกที่เขามีต่อเธอและไม่ได้ตัดเยื่อใย เท่านี้ก็ดีมากแล้ว
ไตรมองดูเธอด้วยความห่วงใย เขาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้เป็นเจ้าของดอกกุหลาบสีขาวที่เธอต้องการแต่กลับรู้สึกเศร้าที่เห็นเธอเสียใจ
เขาอยากกล้าพอที่จะดึงเธอมากอดหรือแค่กุมมือเธอเพื่อปลอบใจแต่ก็ทำได้เพียงนั่งอยู่ข้าง
ๆ เธอเท่านั้น
ก่อนที่บทสนทนาจะดึงอารมณ์ให้ดราม่ามากไปกว่านี้ เธอยื่นแก้วกาแฟคืนให้เขาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง
"เฮียถามอะไรไม่เข้าท่า...อ่ะ..เอาคืนไปเลย... " ไตรไม่ทันได้ตั้งตัว 'เอาจริงเหรอเนี่ยยัยเหม่ง...ชักเริ่มลามปามเป็นขี้กลาก..'
เขาหน้าเหวอแต่ก็กลับยิ้มออกมาได้
"เอ่อ..เฮีย...อัญถามไรหน่อยดิ......ทากะยาม่าซังเค้าเป็นคนยังไงแน่อ่ะ?
เป็นแบบ..ยากุซ่าโหด ๆ แบบในหนังรึเปล่า..?.." หน้าตาคนถามดูเจ้าเล่ห์ มีลับลมคมใน
"ทำไม...ไปรู้อะไรมา อ๋อ..
ตอนที่หายไปแอบไปสอดแนมอะไรมาใช่มั้ย... อยากคอขาดรึไงเรา...."
คนที่ถูกถามก็กำลังสังเกตพฤติกรรมอีกฝ่ายเพื่อจับพิรุธ
"ห่ะ...ถึงกับคอขาดเลยเหรอ...เอ๊ย!
แต่เปล่านะ ไม่ได้รู้เห็นอะไรทั้งนั้นแหละ...เฮียก็พูดไป"
เธอรู้ทันความคิดของเขาและรีบกลบเกลื่อน
"เสียงสูงไปนะ ..!!
แบบนี้ไปรู้อะไรมาแน่ ๆ ...แต่ก็นั่นแหละ..ทากะยาม่าซังเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจที่ดี
ส่วนเรื่องอื่น...อะไรที่ไม่ใช่เรื่องของเราก็อย่าไปหาเรื่องใส่ตัวดีกว่า
เข้าใจมั้ยเหม่ง?..." เขาบอกผ่านๆ
รู้ดีว่าเธอฉลาดพอที่จะไม่เสี่ยงทำอะไรโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง
"อืม..อันที่จริงมันก็ใช่อ่ะนะ...ถูกเลย
ถูกต้องตามนั้นเลย..." เธอเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน เพียงแต่คราวนี้ดูเหมือนเธอจะรับคำง่ายเกินไปหน่อย
"เอ๊ย..ว่าง่ายเกินไปแล้ว....มีอะไรรึเปล่า...บอกมาเลยนะ...."
เขาถามย้ำ ชักไม่แน่ใจ
"..ไม่..ไม่มี๊ ไม่มีจริง ๆ
...." เธอตัดสินใจแล้วว่าเพลย์เซฟตามทื่ไตรบอกเป็นทางออกที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว
อีกอย่าง...เธอคงไม่กล้าและไม่คิดจะแกว่งเท้าหาเสี้ยนโดยไม่จำเป็น อัญญาเงยหน้ามองฟ้า '...ไม่ว่าจะเป็นใครที่อยู่ในห้องนั้น
เราไม่เคยเจอกันมาก่อนและไม่เคยรู้จักกันด้วย การที่ชั้นไม่ช่วย เอ๊ย! ช่วยไม่ได้
แล้วจะมาจองเวรต่อกันมันบาปนะ รู้ป่าว.. ก็นึกซะว่าถึงคราวซวยก็แล้วกัน....นะ
ไปสู่ที่ชอบ ๆ เถอะนะ...เดี๋ยวทำบุญไปให้นะ....'
ไตรรู้สึกได้ว่าเธอมีเรื่องปิดบังอยู่และพยายามกดดันด้วยสายตาให้เธอยอมเล่าให้ฟัง
แต่ว่า...หากมองหน้าสวยๆ ของเธอนานกว่านี้อีกแค่วินาทีเดียวเขาคงหัวใจเต้นเร็วเกินอัตตราจนช็อคตายไปก่อนแน่
ๆ
"เอ่อ..อัญว่า..เฮียกลับไปพักเถอะค่ะ
สายมากเดี๋ยวรถจะติด ขอบคุณนะที่มาส่ง..." เสียงหวาน ๆ ปลุกเขาให้ตื่นจากฝัน
ไตรยิ้มบาง ๆ แก้เก้อ
"....ง่วงแล้วล่ะสิ...โอเค งั้น..เฮียกลับละ บ่ายนี้เข้าไปรับลิสต์งานด้วยนะ
อย่าลืม..."
"ได้เจ้าค่ะ...." ทั้งสองเดินมาถึงรถ
เขาและเธอเผลอสบตากันโดยไม่ได้ตั้งใจและเหมือนว่าเขาไม่อาจจะละสายตาจากใบหน้าสวย ๆ
นั้นได้ เธอยืนรอส่งเขาขึ้นรถนานจนชักไม่แน่ใจว่าเขาจะกลับรึเปล่า '...จะกลับมั้ย..?
มองนานไปละ เขินละนะ....จะเขิลแล้ว...เขิน..น..น......' เขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเธอ
หากเธอจะแสดงให้เขาเห็นว่าเธอก็รู้สึกเหมือนกันสักนิดก็คงดี ในที่สุดไตรก็ต้องยอมแพ้ไปก่อนและเดินไปขึ้นรถแต่โดยดี
เธอรู้ดีว่าเขาคิดอย่างไรและความรู้สึกที่มีต่อเขาแม้จะเห็นเขาเป็นเหมือนพี่ชายที่ดีคนหนึ่งแต่ว่าก็รู้สึกอุ่นใจที่มีคนคอยห่วงใย
อัญญายืนรออยู่จนรถลับตาไปแล้วจึงเดินไปตามทางเดินข้างตึกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
แสงแดดส่องทั่วท้องฟ้าในเช้าวันใหม่ 'ผ่านไปได้อีกหนึ่งวัน....เรื่องเยอะจริงแฮะ...'
เธอยังคงทบทวนชีวิตตัวเองในรอบ24ชั่วโมงที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าเธอลืมอะไรไปรึเปล่า
'เฮ้ย!! โทรศัพท์? เออ..โทรหาเจ้พลอยดีกว่า....ป่านนี้คงถึงออฟฟิศแล้วมั้ง..' เธอควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายอย่างอารมณ์ดี
"เฮ้ย!!...อะไรอ่ะ?"
โทรศัพท์ที่เงียบกริบเพราะปิดเสียงเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแสดงการแจ้งเตือนสายที่ไม่ได้รับกว่าร้อยครั้ง
มีการแจ้งเตือนการได้รับข้อความจากเฟสบุ้คและไลน์อีกยาวเหยียด
เกือบทั้งหมดส่งมาจากป่าน!!!
เธอเปิดอ่านข้อความทั้งหมดแล้วยิ่งสับสนเข้าไปอีก
"..แกอยู่ไหน..โทรกลับ..ด่วน..
ห๊ะ!!??...อะไรของมัน..?!" ความง่วงทำให้สติถูกลดทอนจนหลงเหลืออยู่น้อยเกินกว่าจะประมวลผลข้อมูลที่ได้รับ
" ช่วยด้วย...ณัธถูก..จับตัวไป..?" ประสิทธิภาพการทำงานของสมองช่วยไม่ได้มากนัก
" หนังเรื่องใหม่รึไง...? " และตามด้วยข้อความอีกหลายสิบข้อความที่ถูกส่งมาอ่านแล้วสับสนจนจับต้นชนปลายไม่ถูก
"เป็นบ้าอะไรเนี่ย?!
ส่งมาแบบนี้แล้วจะรู้เรื่องมั้ยว๊า..เล่นอะไรของมัน...เล่นไม่รู้เรื่องแบบนี้เดี๋ยวเจอฤทธิ์จอมปีศาจแน่ไอ้ป่าน!!!"
เจ้าตัวเหลือจะทนแล้ว เธอทั้งเหนื่อยและง่วง ไม่มีอารมณ์เล่นสนุกอะไรทั้งนั้น
แต่ก่อนที่จะละสายตาจากโทรศัพท์ก็เห็นว่ามีการแจ้งเตือนข้อความเสียงที่ป่านส่งมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
จึงสงบสติอารมณ์และเปิดฟัง 'ถ้ามันเป็นเรื่องไร้สาระนะป่าน..ชั้นเอาแกตายแน่!!'
-- ฮึก..ฮึก
อัญ...แกอยู่..ฮึก..อยู่ไหน..แกช่วยชั้น..ด้วย...ณัธ...ณัธแย่แล้ว...พวกนั้น...พวกนั้นจับตัวไปอ่ะแก...ฮือๆ
ๆ ...ชั้นเห็นพวกนั้น..มันจับณัธ ไป..ฮือ ๆ ...พวกนั้น...พวกนั้น..ที่มีเรื่องกันที่ผับเมื่อคืนก่อน...แก!!!
ต้องช่วย--------- อัญญาได้ฟังข้อความก็ตาสว่าง
ไม่มีตอนไหนที่เซลล์ในร่างของเธอจะตื่นตัวได้มากกว่าตอนนี้อีกแล้ว 'มันเกิดเหี้ยอะไรขึ้นเนี่ย??!!'
ช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมามีอะไรเกิดขึ้นกันแน่
เธอกดโทรศัพท์โทรถึงป่านแต่กลับไม่รับสาย หญิงสาวใช้ออกวิ่งด้วยพลังงานที่เหลืออยู่เพื่อให้ไปถึงห้องให้เร็วที่สุด
ตั้งแต่พักอยู่ที่ตึกนี้มาหลายปีไม่เคยมีวันไหนที่ลิฟท์เดินทางช้าเท่าวันนี้เลย
พอประตูลิฟท์เปิดออกก็พุ่งพรวดออกไปทันที
ผลั๊วะ!!
ประตูห้องถูกเปิดออกภายในห้องมืดและเงียบสนิท มีเพียงแสงส่องลอดผ้าม่านเข้ามา
เธอมองหาเพื่อนร่วมห้องแต่ไม่มีสัญญาณว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ในห้องนี้
"ป่าน!!!"
อัญญาลองตะโกนเรียก "ป่าน?! อยู่ไหน?
อยู่ในห้องรึเปล่า? ป่าน??"
ไม่มีเสียงตอบรับ จึงลองกดโทรศัพท์โทรหาเพื่อนอีกครั้ง
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นภายในห้องเบาจนต้องเงี่ยหูฟัง
เธอรีบเดินตามหาที่มาของเสียงที่ดังมาจากโซฟาตัวโปรดของป่านจึงเห็นว่ากระเป๋าของเธอวางอยู่
เสียงมันดังมาจากในกระเป๋าแล้วเจ้าของกระเป๋าหายไปไหน!?
"แก.."
เสียงเรียกดังมาจากอีกด้านหนึ่งของห้องทำเอาเธอกระโดดเหยงขนหัวลุกพรึ่บ
"เหี้ย!!!" หันไปดูปรากฏว่าเป็นป่านนั่นเอง สภาพเธอดูแย่มาก
ตาบวมแดงคราบเครื่องสำอางเปรอะเปื้อน "ตกใจหมด..โห...สภาพ..เกิดอะไรขึ้นอ่ะ?"
อัญญาละล่ำละลักถามด้วยความเป็นห่วง
"กลับมาแล้วเหรอ...."
ป่านเอ่ยปากทักทายด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง "เกิดอะไรเหรอ....อ๋อ....อือ
ก็นิดหน่อย..ชั้นฝันร้าย..ฝันว่าณัธคนร้ายถูกจับตัวไป..." เธอตอบน้ำเสียงลอยๆ
พิกล อีกฝ่ายยืนอึ้งกับคำตอบที่ได้ยินแล้วเปลี่ยนเป็นความโมโหขั้นสุด
"ไอ้ป่าน!!! นี่แกฝันร้ายหรอกเหรอ?
ยัยบ้าเอ๊ย! ที่แกโทรหาชั้นเป็นร้อยครั้ง ส่งข้อความบ้าๆ พวกนั้นมาจนชั้นต้องรีบแจ้นกลับมาเนี่ย..เพราะแกฝันเหรอ??!!!!
เหี้ยเอ๊ย..แกเล่นเหี้ยอะไรของแก!!! นี่แกรู้มั้ยว่าชั้นเหนื่อยขนาดไหน..ทำงานมาทั้งคืนนะเว้ย
ทำไมแกเล่นไรบ้าๆ แบบนี้วะ? ไม่ขำนะเว้ย! " อัญญาพ่นทุกอย่างออกมาด้วยความโกรธ ป่านยืนฟังอย่างมึนงงเพราะฤทธิ์ยากล่อมประสาทที่กินเข้าไปแต่ก็เบิกตาโพลงเมื่อคำพูดของเพื่อนช่วยย้ำเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
น้ำตารื้นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
"ชั้น....ชั้นไม่ได้..ฝัน..ชั้นไม่ได้ฝันอ่ะแก
มันไม่ใช่ความฝัน...มันไม่ใช่....แก...ฮือๆ ๆ...."
ป่านร้องไห้ราวกับคนเสียสติ อัญญาเห็นแบบนั้นถึงกับพูดไม่ออกแต่ก่อนที่จะจับต้นชนปลายอะไรได้
ป่านก็คว้าแขนเธอมาจับไว้
"แก! ฮือๆ..มันเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ
นะ...ชั้นไม่ได้ฝัน.ฮือๆ ๆ..แกต้องช่วยชั้นนะ..คนพวกนั้นอ่ะแก ฮือๆ ๆ
คนร้าย....จับเค้าไปจริงๆ...ฮือ ๆ ๆ...แกต้องช่วยนะ..นะ..." อัญญาหมดความอดทน
สะบัดตัวออกมาจากมือที่จับเธออยู่ ป่านเงียบเสียงลงมองหน้าอัญญาทั้งน้ำตา สายตาของอีกฝ่ายแสดงออกถึงความแคลงใจอย่างชัดเจน
"ชั้นพูดเรื่องจริง....แกไม่เชื่อชั้นเหรอ....?.."
ปลายเสียงเครือ น้ำตารื้นไหลอาบแก้มที่เคยขาวเนียน
แต่ตอนนี้เปรอะไปด้วยคราบเครื่องสำอาง อีกฝ่ายถอนหายใจด้วยความยากลำบาก
ถึงจะอยากเชื่อแต่เรื่องก็นี้ดูจะเกินจริงไปไกลมาก...เพื่อนเธอยิ่งเป็นคอหนังอยู่ด้วย
บางทีนางอาจจะเพ้อไปเองก็ได้ 'เล่นแบบนี้ไม่โอเคเลย..มันจะรู้มั้ยว่ากูเหนื่อยมาก!
ง่วงก็ง่วงนะเฮ้ย...' แต่ว่า....ถ้าหากมันเกิดขึ้นจริงๆ ล่ะ ... 'แล้ว...จะรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นเรื่องจริง?
โอ๊ย!! ไปนอนก่อนได้มั้ยเนี่ย...'
"ไม่ใช่อย่างงั้น...แต่ว่า ชั้นไม่รู้ว่าเรื่องมันเป็นยังไง
แกพูดซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้ก็ยิ่งไม่รู้เรื่อง..แกตั้งสตินิดนึงดีมะ ไปล้างหน้าล้างตาแล้วเดี๋ยวค่อยๆ
เรียบเรียง ค่อยๆ เล่า...นะ...ดีมะ?"
เธอพยายามกล่อมเพื่อนให้สงบสติอารมณ์ก็เพื่อความอยู่รอดของตัวเองด้วยเช่นกัน
ขืนปล่อยไว้แบบนี้คงไม่ได้อะไร เธอเองก็ทั้งเหนื่อยและเพลียเต็มทีแล้วเหมือนกัน
และเป็นเพราะฤทธิ์ยากล่อมประสาทที่กินเข้าไปทำให้ป่านว่าง่าย
ยอมเดินกลับเข้าห้องไปล้างหน้าล้างตาตามที่เธอบอกแต่โดยดี เธอเดินมาทิ้งร่างลงบนโซฟาหลับตาลงพลางคิดว่าถ้าเธอจะเผลอหลับไปเลยก็คงช่วยไม่ได้
'ไม่ไหวแล้ว...เสร็จแล้วก็ค่อยมาปลุกละกันนะ...' แต่กลับกลายเป็นว่าไม่ว่าเธอจะพยายามข่มตานอนขนาดไหนแต่ก็หลับไม่ลง
' ตาสว่าง...ต่อมเผือกทำงานเต็มสปีตอีกละ...เซ็งจังกู...'
สมองยังใช้พลังงานที่เหลืออยู่น้อยนิดวนเวียนคิดถึงเรื่องราวต่างๆ
ที่ไม่มีคำตอบ
เธอนอนพลิกซ้ายตะแคงขวาอยู่บนโซฟาอย่างเสียอารมณ์จนเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงป่านก็ยังไม่โผล่หน้าออกมาจากห้องซะที
'ทำไรของมันน่ะ...นานเกินไปละนะ...!...หลับไปแล้วป่าววะ...' ' เธอหมดความอดทน เดินไปที่ประตูห้องของป่าน
"แก?!
ทำไรอยู่วะ รอจนเมื่อยแล้วเนี่ย..ยังไม่เสร็จเหรอ? งั้นไปนอนละนะ ....."
"....."
"ป่าน!!??....."
"...อ่อ..อืม...ปะ...แป๊บนึง
เดี๋ยวออกไป" เสียงแว่วตอบมาจากในห้อง
"เออๆ...รีบๆ ละกัน...." 'ทำไรของมัน ....' เธอเดินไปที่เค้าเตอร์
ชำเลืองดูกล่องยาที่เปิดทิ้งไว้และเปิดสวิชต์กาต้มน้ำชงกาแฟ 'ไม่ต้องนอนมันละ...ธุระไม่ใช่จริงๆ
เล้ยกู มันเพ้อรึเปล่าก็ไม่รู้? แล้วเกี่ยวไรด้วยเนี่ย..โอ๊ย!!!....เฮ้อ...'
ซักพักจึงมีเสียงเปิดประตูและป่านเดินโซเซออกมาจากห้อง
ตาบวมเป่ง ท่าทางดูอิดโรย อัญญาละสายตาจากแก้วกาแฟมองตามอีกฝ่ายเดินไปนั่งนิ่งๆ
อยู่ที่โซฟา
"ไหวมั้ยอ่ะแก ล้างหน้าหรือเข้าไปสร้างบ้านวะ...? โคตรนาน....."
"เอ่อ..ขอโทษ..ชั้นเพิ่งกินยาก่อนแกกลับมา...มันเลย..มึนๆ..."
"มึนมาก..ซะจนหลับคาห้องน้ำรึไง?
" อัญญาแดกดันสีหน้าเหวี่ยง
" แล้วยังเพ้อด้วย....?กาแฟมะ? จะได้ตื่น...."
"เอ่อ..มึน.." ป่านทั้งมึน
ทั้งงงเพราะฤทธิ์ยากล่อมประสาท "แต่..เรื่องณัธชั้นไม่ได้เพ้อนะ
คนร้ายพวกนั้นชั้นเคยเห็น..." เธอพยายามรวบรวมสติปะติดปะต่อเรื่องราวน้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้า
อัญญาเดินมาพร้อมกับแก้วกาแฟและยื่นให้
"ใครอ่ะ เคยเห็นที่ไหน?
แล้วจะมาทำงั้นเพื่อ....?" เธอแสดงออกด้วยน้ำเสียงอย่างชัดเจนว่าเรื่องราวมันเหมือนบทละครเกินไปและกำลังหาทางชิ่งไปนอน
"...ชั้นก็ไม่รู้..ฮือๆๆ...แก...เชื่อชั้นนะ...ต้องรีบตามหา
ต้องรีบช่วยณัธนะแก พวกนั้นอาจจะทำเพื่อแก้แค้นก็ได้....และถ้าเป็นอย่างงั้นจริงๆ
มันอาจจะ....อาจจะฆ่าเค้าก็ได้นะแก ฮือๆๆ...." คำพูดถูกแทนที่ด้วยเสียงร้องไห้หนักเลยทีนี้
เธอมองป่านด้วยใบหน้าเนือยๆ แต่แล้วก็ย้ายมาตูดนั่งลงข้างๆ เพราะเริ่มอยากรู้ว่างานมโนของป่านจะจบลงอย่างไร
"แก้แค้น??...ป่าน! เพี้ยนป่ะเนี่ย?....แกหยุดร้องไห้ก่อนได้มะ...
เล่าสะเปะสะปะแบบนี้ชั้นจะรู้เรื่องได้ไง.. แต่ละฉากยังกะละครหลังข่าว....นี่ชั้นยังไม่ได้นอนทั้งคืน
เหนื่อย...ง่วงมากด้วย....แกช่วยตั้งสติและเล่ามาดีๆ ได้ป่ะ..นะ.."
เธอพยายามทำหน้าตาดูขึงขัง ป่านเองก็ชักจะเกรงๆ
"ก็..คือ..เมื่อวาน ตอนห้าโมง...ชั้นต้องไปเจอเค้าที่ร้านประจำของเรา...พอไปถึง
ก็เห็น..ชั้นเห็นเค้านั่งรออยู่แล้วแท้ๆ แต่พอชั้นเดินเลี้ยวมาถึงทางเดินหน้าร้าน
....เค้าก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว..."ปลายเสียงสั่นเครือ แต่ยังพยายามเก็บไม่ให้เผลอร้องไห้ออกมา
'...! นัดห้าโมงเย็น
ไปตั้งแต่ไก่โห่..หญิงไทยใจแกร่งจริง ๆ เล้ยเพื่อน....' นี่ก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่เล่าสักนิด
"มันก็ลุกไปเข้าห้องน้ำมั่งเหอะ
แกคิดไปเองป่ะ หรือณัธมันอาจจะมีธุระด่วนมากแบบ.. โคตรด่วนอ่ะ เลยต้องรีบไป
งี้รึเปล่า?...แกเข้าใจผิดหรือว่า..คิดไปเองรึเปล่าวะ? ลองโทรหามันละยัง? " มันฟังดูไม่สมเหตุสมผลนะกะอีแค่แฟนหายตัวไป
มันก็ไม่ได้หมายความว่าถูกอุ้มหรอกมั้ยล่ะ..
"นี่แกคิดว่าชั้นเพ้อใช่มะ?..
ไม่นะแก ตรงใต้โต๊ะอ่ะ มีสร้อยคอที่ชั้นให้เค้าตั้งแต่ตอนเรียนหล่นอยู่บนพื้น...
เค้าใส่สร้อยเส้นนี้ติดตัวไว้ตลอด..ไม่มีทางที่จะลืมทิ้งไว้....ฮึกๆ..."
ป่านยังสะอื้นไม่หาย
พอหยิบสร้อยออกมาจากกระเป๋าก็ทำท่าจะร้องไห้แต่พยายามกลั้นไว้และเล่าต่อ
"..ฮึก ๆ ... ชั้นโทรเข้ามือถือก็ถูกตัดสายและก็ปิดเครื่อง ชั้นเดินตามหาเค้าจนทั่วแต่ก็ไม่เจอ
จนได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังมีเรื่องกันอยู่เลยรีบวิ่งไปดู
แล้ว....ชั้นก็เห็น...ผู้ชายสองสามคนกำลังผลักผู้ชายคนหนึ่งเข้าไปในรถตู้
ผู้ชายคนนั้นพยายามจะหนีแต่ก็ถูกพวกนั้นทำร้าย...."
"เดี๋ยวๆ ๆ ๆ..เดี๋ยวนะ
แกจะบอกว่าผู้ชายคนนั้นคือณัธงั้นเหรอ?!...คืออะไรนี่คือเพ้อขั้นสุดแล้วใช่มะ แกได้เห็นหน้าป่ะ? .." เธอดักทางงานมโนของอีกฝ่าย
"เอ่อ...มันไกลอ่ะ..."
ป่านอ้อมแอ้มตอบ ไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย "แต่ว่า!! เสื้อผ้าก็ใช่ และชั้นเห็นหน้าพวกคนที่จับเค้าไปนะแก..."
ป่านรีบให้ข้อมูลเพิ่มเพื่อยืนยันว่าเธอไม่ได้เข้าใจผิดแน่ ๆ อัญญาเริ่มเพลียแต่ก็ยังให้โอกาสเพื่อนได้เล่าต่อ
"โอเค...ว่ามา...ยังไง?.."
"พวกนั้นคือพวกที่ณัธไปมีเรื่องกับเค้าในผับเมื่อคืนก่อน----------------!-------------------------"
คนฟังตัวชาเมื่อได้ยินสิ่งที่ป่านเล่าแก้วกาแฟที่ถืออยู่แทบร่วงจากมือ "
แกว่า...พวกไหนนะ???!"
"ชั้นจำได้ไม่ผิดแน่ ๆ
ก่อนที่พวกมันจะขับรถหนีไป ไอ้คนที่เดินชนชั้นในผับคืนก่อนมันเห็นชั้น
และยังยิ้มให้ชั้นด้วย... ยิ้มแบบผู้ร้ายในหนังอ่ะแก.. มันต้องจำชั้นได้ด้วยแน่ ๆ
เลย...."
ป่านคิดถึงรอยยิ้มนั้นแล้วรู้สึกขนลุก อัญญาก็กำลังขนหัวลุกอยู่เช่นกัน 'เหี้ย!!!!เหี้ยละ.... ไม่จริงใช่มะ? เรื่องบ้าแบบนี้มันจะเกิดขึ้นได้ยังไง!... ' นี่มันยิ่งกว่าถูกผีหลอกซะอีก
"อัญ!
ชั้นรู้นะว่าแกรู้จักคนพวกนั้น...ใช่มั้ย? แกช่วยพูดกับเค้าหน่อยได้มั้ยอ่ะแก..."
ป่านหันมาจับแขนเพื่อนเขย่าอย่างไร้สติ น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ น้ำตาเอ่อไหลลงมาอาบแก้ม
"แกช่วยได้ใช่มั้ย....แกช่วยพูดกับคนพวกนั้นได้มั้ย ? คืนก่อนอ่ะ...ณัธเค้าไม่ได้ตั้งใจหาเรื่องหรอกนะแก แกช่วยขอร้องให้พวกเค้าอย่าทำอะไรณัธ....ฮือๆ..."
เล่ามาถึงตรงนี้ป่านก็ก้มหน้าร้องไห้ อัญญานั่งนิ่งสมองกำลังทำงานอย่างหนักในการพยายามคิดหาเหตุผลว่าการหายตัวไปของณัธไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับทากะยาม่าซัง
แต่เรื่องราวมันประจวบเหมาะเกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ
ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านทากะยาม่าซังและเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดที่เธอได้เห็นและได้ยินเมื่อคืนที่ผ่านมา
'....!!!....ณัธ??!!!'
ทันใดนั้นเองเสียงร้องไห้เงียบลง
ป่านหันซ้ายหันขวาพยายามค้นหาอะไรบางอย่าง
"...เราโทรแจ้งตำรวจดีมั้ยแก!!.....ให้ตำรวจช่วย....
แกรู้จักคนพวกนั้นอยู่แล้ว ก็บอกให้ตำรวจไปช่วยณัธออกมาเลยไง...?!" เธอควานหาโทรศัพท์แล้วหันมองหน้าเพื่อนด้วยแววตามีความหวัง
อัญญาได้ฟังไอเดียของป่านก็ยิ่งรู้สึกปั่นป่วนเพราะถ้าทำแบบนั้นก็หมายถึงว่าเธอคือคนนำความเดือดร้อนไปสู่ทากะยาม่าซังซึ่งกำลังร่วมทุนกับบริษัทของไตรทำโปรเจคมูลค่ามหาศาล
หากเกิดอะไรขึ้นมันจะกลายเป็นความหายนะครั้งใหญ่ที่ไม่สามารถคาดเดาความเสียหายได้เลย
และเอาเข้าจริง ๆ เธอก็ประเมินไม่ได้ว่าทากะยาม่าซังมีอิทธิพลและน่าเกรงขามมากขนาดไหน
'.....อยากคอขาดรึไงเรา....' คำพูดของไตรยังก้องอยู่ในหัว....และเธอรู้แค่ว่าเธอไม่ควรจะหาเรื่องใส่ตัว
ถึงจะทำเพื่อช่วยเพื่อนก็เถอะ
"เฮ้ย!! อย่าเพิ่งวู่วามดิ....
คนหายไปไม่ถึง 24ชั่วโมง ตำรวจเค้าไม่รับแจ้งความหรอก...อีกอย่าง
เกิดพวกนั้นรู้เข้า ณัธมันจะเป็นอันตรายด้วยนะเว้ย...!"
อัญญารีบคว้าโทรศัพท์มือถือป่านมากดวางสายและเกลี้ยกล่อมป่านให้ใจเย็นลง
"........จริงด้วยอ่ะ...แล้ว...งั้น..เราจะทำไงกันดีอ่ะ..."
ป่านดูละล้าละลัง ไม่รู้ว่าควรจะช่วยณัธอย่างไรดี อัญญามองดูอาการของป่านอย่างใช้ความคิด
เธอไม่สามารถปล่อยให้ป่านทำอะไรลงไปตอนนี้ได้เพราะผลที่ตามมาอาจจะทำให้ทุกคนเดือดร้อน
ที่สำคัญ...คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือตัวเธอเอง นั่นแหละที่เธอยอมไม่ได้.....
"ชั้นว่า..แกใจเย็น ๆ
ก่อนดีกว่า เรายังบอกใครไม่ได้ทั้งนั้น...." อัญญาลุกออกจากโซฟาเพื่อหลบสายตาของป่าน
เธอเดินเลี่ยงไปที่เค้าเตอร์ สมองทำงานอย่างรวดเร็ว " หากแกทำอะไรบุ่มบ่ามไป
ณัธอาจจะเป็นอันตรายได้นะ..." ป่านก้มหน้านิ่ง
ยิ่งได้ยินเช่นนั้นก็ทำให้เธอคิดไม่ตกว่าควรจะทำอย่างไร ขณะที่อัญญากวาดสายตามองรอบห้องต้องการสิ่งที่ช่วยถ่วงเวลาและเธอก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง
"อ่ะ..ดื่มน้ำส้มเย็น ๆ ก่อน จะได้สดชื่นขึ้น...เดี๋ยวเราค่อยๆ
คิดหาทาง..." อัญญาเดินกลับมานั่งลงข้าง ๆ ส่งแก้วน้ำส้มให้กับป่านและพยายามพูดให้เธอคลายความกังวล
ป่านรับแก้วน้ำส้มมาถือไว้ ในใจเป็นห่วงคนรักมากกว่าอะไรทั้งหมด ยิ่งคิดหาทางช่วยก็ยิ่งพบแต่ทางตัน
'ณัธ....อย่าเป็นอะไรนะ...' น้ำตาเริ่มซึมตรงขอบตา
อัญญามองดูป่านด้วยความสงสารและเหลือบมองแก้วน้ำส้มในมือเธอด้วยความรู้สึกกดดัน
"...ถ้างั้น..เราจะทำไงกันดี...นี่มันก็ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วด้วย...ชั้นกลัวว่าเค้าจะเป็นอะไรไป....."
ป่านถือแก้วน้ำส้มอยู่ในมือ ในใจก็คิดไปต่าง ๆ นานา ด้วยความเป็นห่วง
"แกอย่าเพิ่งคิดในแง่ร้ายดิวะ...ใจเย็น
ๆ ...ชั้นจะหาทางช่วยแกเอง..." อัญญาปลอบใจเพื่อนทั้ง ๆ ที่ก็ยังมืดแปดด้าน
ถ้าคำพูดของเธอหมายถึงการบุกเข้าไปในบ้านของทากะยาม่าซังแล้วล่ะก็...เธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ '...ไม่มีทางอื่นแล้วรึไงวะเนี่ย!!!????....โธ่โว๊ย...!' ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดก็คือ ' ไอ้ณัธ!! '
ที่ดันไปมีเรื่องกับคนของทากะยาม่าซังจนถูกจับตัวไปแบบนี้ เธอมองอีกฝ่ายที่กำลังนั่งซึมกะทือแล้วเริ่มหัวเสีย
นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอเลยซักนิดแต่มันกำลังทำให้เธอต้องเดือดร้อนและกลายเป็นคนที่ต้องหาทางออกให้ได้
' ทำไมต้องเป็นงี้ด้วยวะเนี่ย!!!...'
"อืม..."
ป่านรับคำเสียงเบา
หลังจากที่ถือไว้นานเธอก็ยกแก้วน้ำส้มในมือขึ้นซัดพรวดเดียวหมดเกลี้ยง เสียงแก้ววางลงบนโต๊ะปลุกอีกฝ่ายให้ออกจากห้วงความคิด
เธอจ้องดูแก้วเปล่าที่วางอยู่ตรงหน้า 'ห่ะ..!!
ซัดหมดแก้วเลยหรอ...' อัญญาค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจเพื่อลดความตื่นเต้น .....ในน้ำส้มแก้วนั้น
เธอแอบผสมยากล่อมประสาทที่วางอยู่บนเค้าเตอร์ลงไปด้วย เธอต้องการให้ป่านดื่มและหลับไปซักพัก
อย่างน้อยเธอจะได้มีเวลาคิดและหาทางออกสำหรับเรื่องทั้งหมดโดยที่ไม่มีป่านมาคอยป่วนให้เสียแผน
' ชั้นขอโทษนะแก...' อัญญาแอบลอบมองและสังเกตอาการของป่านที่ค่อย
ๆ สงบลงเรื่อย ๆ อีกไม่กี่อึดใจป่านก็คงหลับ จากนั้นเธอจะได้ทำอะไรได้สะดวกขึ้น
เธอนั่งเงียบ ๆ รอให้ยาออกฤทธิ์...รออีกนิดเดียว...คำถามยังวนเวียนอยู่ในหัว '.....แล้วจะทำยังไงดี...?...'
-------------------------
ในห้องชุดริเวอร์วิวสุดหรู บนชั้น
8 ของคอนโดมิเนียมติดริมแม่น้ำย่านเวสต์ไซด์
พลอย ผู้ช่วยผู้บริหารสาวสวยกำลังง่วนอยู่กับการตรวจเอกสารและรายงานงบประมาณประจำปีและเอกสารที่เธอขนกลับมาทำที่ห้องในระหว่างช่วงลาพักร้อน
ไลน์!!
ไม่ต้องมองก็รู้ว่าใครส่งมา
----- เกรซ : มอนิ่งงงงง..... เจ้ ทำไรอยู่
งุงิงุงิ
พลอยอ่านข้อความยิ้ม ๆ
รู้ทันจริตเพื่อน เปิดมาแบบนี้ต้องมีเรื่องอยากเม้าแน่ ๆ เลยกดโทรศัพท์โทรหาทันที
"มอนิ่งไรยะ...นี่จะเที่ยงละ เพิ่งทักมา
นอนฝันดีจนไม่อยากตื่นเลยนะแก..."
"โฮะๆๆ พูดแบบนี้ รอชั้นโทรมาเม้าล่ะสิ
อิอิ ..แหม ขอเก็บมานอนฝันต่อบ้างไรบ้าง... ก็เค้าน่ารักมาก...ก....ก....ใครไม่เคลิ้มก็บ้าแล้ว..."
เกรซนอนม้วนตัวอยู่กับกองผ้าห่มเพ้อถึงผู้ชายอย่างสบายอารมณ์
"หืม...เป็นเอามากนะยะ...ได้ข่าวว่าเพิ่งเจอเค้าไม่กี่ครั้ง...นี่...แก.."
พลอยกลั้นใจถามเข้าประเด็น "....ชั้นว่าชั้นรู้จักเค้าอ่ะ....แกล่ะ
รู้จักเค้าได้ไง....แล้วรู้อะไรเกี่ยวกับเค้าบ้างรีเปล่า...."
"ก็.....พอรู้...บ้าง..."
เสียงสูงปรี๊ด "...คุณโยเค้าเป็นเพื่อนกับแพทตี้อ่ะเจ้...เพื่อนตั้งแต่สมัยเด็ก..เพื่อนจริงๆ
ไม่ใช่กิ๊ก ไม่ได้ปาดมานะ...."
"ร้อนตัวนะจ๊ะ...ชั้นยังไม่ได้ว่าไรเลย
หึหึหึ....ถ้าแกปาดหนุ่มแพทตี้ได้ลงคอก็เลวแย่ละ
....ส่วนเรื่องผู้ชาย...ข่าวเค้าก็ใช่ย่อย แต่ว่า.....แกน่าจะรู้ดีอยู่แล้ว ก็แล้วแต่แกละกัน
จะห้ามก็คงไม่ทันแล้วมะ... " พลอยแซวเพื่อนขำ ๆ แม้ว่าจะกังวล ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าคราวนี้เกรซตกเป็นรองเห็น
ๆ เธอดูจะหลงผู้ชายคนนี้เข้าขั้นเลยทีเดียว
"เจ้รู้ใจอีกละ...อืม...ไม่รู้ดิ
แต่คนนี้..ไม่เหมือนคนอื่น...แต่ก็...ถ้าเกิดไรขึ้นมา เจ้ก็ปลอบเค้าหน่อยละกัน...นะๆๆ..." เกรซทำเสียงออดอ้อน ลึก ๆ
แล้วเธอรู้ดีว่าที่พลอยพูดมันหมายความถึงอะไร
และความรู้สึกที่เธอมีต่อโยชิมันมากจนทำให้เธอหวั่นใจเหมือนกันแต่จะให้ตัดใจตอนนี้ก็ใช่เรื่อง...
'ก็ชั้นเปล่าทำไร...ผู้ชายเค้าให้ท่าชั้นก่อน...ควิๆๆ....'
"จ้า...เดี๋ยวเตรียมเหมาทิชชู่ไว้รอ....เอ๊ย...แค่นี้ก่อนนะ
ต้องรีบเคลียร์งาน เย็นนี้ชั้นมีนัด บายนะแก..." พลอยกดวางสายโดยไม่เปิดโอกาสให้ถามไถ่แต่เกรซก็พอเดาได้ว่านัดกับใคร
ช่างเถอะ เวลานี้ไม่มีเรื่องของใครหรืออะไรที่น่าสนใจไปกว่าพ่อหนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่นคนนั้นอีกแล้ว
"โอ๊ย...น่าร๊ากซะขนาดนั้น....ใครปล่อยไปก็โง่ละเจ้..."
ถึงจะพอได้กลิ่นว่าเค้าร้ายใช่ย่อย แต่..แค่คิดถึงสายตาหวาน ๆ รอยยิ้มน่ารัก ๆ
ของเขา เธอก็หน้าแดง เขินจนอายม้วนต้วนในกองผ้าห่ม
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้งทำเอาเกรซตกอกตกใจ
รีบควานหาโทรศัพท์ขึ้นมาดูว่าใครโทรมา
"กรี๊ดดดดดด!!!!
โยชิโทรมา...." เกรซยิ้มกว้างจนแก้มแทบแตก ใจเต้นไม่เป็นส่ำ 'โทรมาทำไมอ่ะ? แค่เห็นชื่อก็เขินจะแย่แล้ว....'
เธอพยายามรวบรวมสติ สะบัดผมเชิดหน้าสวย ๆ ก่อนกดรับสาย
"เฮลโหล..สวัสดีค่ะโยชิ...โทรมาแต่เช้าเชียว......."
จริง ๆ ก็ไม่ได้เช้าแล้วแต่นางก็แอ๊บเสียงแบ๊วใส ๆ
"หวัดดีครับเกรซ
ผมโทรมากวนรึเปล่า? ..." ปลายสายเสียงหล่อนุ่ม
ยิ่งทำให้เกรซเพ้อหนักเข้าไปใหญ่ 'แค่เสียงก็หล่อจะแย่แล้ว....!!!กรี๊ด!!!!
เขิน....'
"ไม่ ๆ ...ไม่รบกวนค่ะ
โยชิมีอะไรรึเปล่าคะ?...."
"คือ...เย็นนี้ผมอยากชวนเกรซไปทานข้าวที่บ้าน
...ว่างใช่มั้ยครับ?" เขาเอ่ยปากชวนแบบไม่อ้อมค้อมพร้อมกับมัดมือชกกลาย
ๆ ...เกรซนิ่งไปสองวิ ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน '...อะไรนะ? ฟังไม่ชัด....'
"........เกรซ....ไม่ว่างเหรอครับ...หรือว่า
ไม่อยากไป..." โยชิถามด้วยน้ำเสียงจ๋อยสนิท " ไปเถอะนะครับ...นะ"
แต่แล้วก็เปลี่ยนแผนเป็นออดอ้อนแทน
"เอ่อ..." เกรซยังอึ้ง ๆ
จับต้นชนปลายไม่ถูก "....ยังไม่ได้ ว่าอะไรซะหน่อย....คุณ.....บอกว่าชวนเกรซ
ไปไหนนะคะ ?..." เธอขอเช็คให้ชัวร์ว่าเธอไม่ได้หูฝาด
'ขอฟังชัด ๆ อีกทีนะ...'
"คือ..เมื่อวานผมหนีงานเลี้ยงไปหาคุณไม่ได้ช่วยโต้ซังดูแลลูกค้า
วันนี้ก็เลยโดนคาดโทษ...ต้องอยู่ดูแลแขกที่เป็นหุ้นส่วนใหม่ที่จะมาทานข้าวที่บ้าน
ผมเลยขอชวนคุณมาด้วย...โอเคนะครับ เย็นนี้ผมไปรับ...นะครับ..นะ?" ชายหนุ่มเล่ายาวเหยียด
ทิ้งท้ายด้วยคำเชิญแกมบังคับแถมยังอ้อนให้เธอยอมตอบตกลงให้ได้
"....ก็ได้ค่ะ..." เธอไม่มีทางปฏิเสธคำเชิญของเขาอยู่แล้ว
แต่ก็ต้องไว้เชิงเดี๋ยวจะดูไม่แพง เอ๊ย..ไม่งาม "
ที่ยอมไปเพราะไม่อยากให้คุณโดนดุหรอกนะ..."
"ยังไงก็ได้ทั้งนั้น..ขอแค่เกรซตกลง
ผมก็ดีใจจะแย่แล้ว.." น้ำเสียงร่าเริงสุด ๆ
"..และก็...คิดถึงนะครับ...ไม่กวนละนะ...เย็นนี้เจอกันนะครับ.."
ชายหนุ่มวางสายไปอย่างรวดเร็ว เกรซยังอยู่ในอาการอึ้งๆ '...เค้าคิดถึงชั้นหรอ?....ขนาดนั้นเลย...!?!' เธอล้มตัวลงนอนเผยรอยยิ้มบนใบหน้า
ถ้าจะเป็นความฝันเธอก็อยากอยู่ในฝันแบบนี้ไปนาน ๆ "โอ๊ย..ถ้าจะน่ารักขนาดนี้
อยากจะรักคุณจริง ๆ แล้วนะคะโยชิ...!" เกรซนอนกอดผ้าห่มแก้เขิน
แม้ว่าสมองจะคอยสั่งให้เธอสงวนท่าทีกับผู้ชายคนนี้และเห็นเขาเป็นแค่เพื่อนใหม่ที่น่าเร้าใจคนหนึ่งแต่หัวใจกลับเปิดทางให้เขาได้เข้ามานั่งเล่นนอนเล่นได้ตามอำเภอใจ
เพ้ออยู่บนเตียงได้เพียงเดี๋ยวเดียวก็นึกอะไรขึ้นมาได้
เธอต้องเตรียมพร้อมและต้องสวยเลอค่าที่สุด 'จะสวยจะโยชิตะลึงไปเลย..คอยดู'
เธอรีบลุกไปจัดการธุระส่วนแล้วคว้าโทรศัพท์พร้อมกับกระเป๋าออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
No comments:
Post a Comment