Friday, October 7, 2016

NomoreTearCpt1

Chapter 1.  ณ จุดเริ่มต้น
----------------------------------------------------------------
............. เรื่องราวชีวิตคนเราก็เป็นเหมือนละคร บางครั้งความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของชีวิตมันก็ขมวดเป็นปมจนยากจะเข้าใจ แต่ถึงอย่างไร ชีวิต....ก็ยังต้องดำเนินต่อไป อย่าได้แคร์........................
Quote 1 : ‘อะไรเอ่ย ไม่เข้าพวก...เคยรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกบ้างรึเปล่า....
ณ ถนนสายหนึ่งในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยผับ บาร์ สถานบันเทิงหลายสไตล์รายเรียงตั้งแต่หัวถนนยาวต่อกันชนิดที่ว่าเสียงดนตรีที่แต่ละร้านเลือกมาเปิดประชันกันเพื่อเรียกความสนใจจากลูกค้านั้นกลายเป็นเสียงดังอึกทึกที่ปนเปจนฟังไม่ได้ศัพท์ แต่ถึงอย่างนั้นสถานที่แห่งนี้ก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติหลากหลายภาษาและเหล่านักท่องราตรีต่างที่ต่างก็เดินทางมารวมตัวกันเพื่อหาความสุขในค่ำคืนสุดสัปดาห์ เข็มนาฬิกาหมุนเวียนบอกเวลาที่ผ่านล่วงไป แต่ผู้คนก็ยังคงหลั่งไหลเข้ามายังจุดนัดพบบนถนนสายนี้อย่างไม่ขาดสาย
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย หญิงสาวผิวขาวหน้าตาสวยคมรูปร่างสูงโปร่งเดินฝ่าฝูงผู้คนเข้ามายังถนนสายนี้ด้วยลักษณะการแต่งกายและบุคลิกที่แปลกตาแตกต่างออกไป .........เธอชื่อ อัญญา สำหรับแขกขาจรแล้ว แม้จะสะดุดตากับหน้าตากับออร่าความสวยแลดูน่าสนใจกว่าใครๆ แต่เมื่อดูจากเสื้อผ้า หน้า ผม ที่ไม่เข้ากับบรรยากาศก็ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจุดประสงค์ของการมาของเธอคืออะไร จึงทำได้เพียงแต่มองดูเธอเดินผ่านไปด้วยความเสียดายและเปลี่ยนใจมองหาเป้าหมายอื่นที่น่าจะดิลได้ง่ายกว่า เธอเองก็ไม่ได้ต้องการแวะเวียนอยู่แถวนี้นานเท่าไรนัก  เพียงแค่กล่าวคำทักทายคนที่รู้จักคุ้นเคยสั้น ๆ ระหว่างทางที่เดินผ่านร้านรวงต่าง ๆ ไปโดยไม่ได้หันมองดูแสงสีหรือสิ่งสวยงามที่ประดับตกแต่งเอาไว้ล่อตาล่อใจผู้มาเยือน  เพราะการมาของเธอมีจุดหมายอยู่ที่ซอยท้ายสุดถนนสายนี้ที่ทั้งมืด อับและดูน่ากลัว แต่เธอเดินเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็ก ๆ ซอยนี้อย่างคุ้นเคยกับเส้นทาง และเดินลึกเข้าไปในทางเดินแคบ ๆ มืดๆ มีกลิ่นอับชื้นโชยมาปะทะเป็นระยะ ๆ โดยไม่ได้มีทางทีหวาดกลัวแต่อย่างใด จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูบานใหญ่ และเสียบการ์ดที่ถืออยู่ในมือลงในช่องเล็ก ๆ ด้านข้างประตู    เมื่อประตูเปิดออกจึงได้เห็นว่าด้านในคือสำนักงานขนาดใหญ่ที่ถูกกั้นไว้ด้วยประตูกระจกอีกหนึ่งชั้นทำให้ไม่ได้ยินเสียงแต่ก็สามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจนด้วยแสงไฟที่เปิดให้สว่างจนราวกับเป็นช่วงเวลากลางวัน ภายในมีโต๊ะทำงานที่ถูกจัดเรียงเป็นแถวยาวอยู่สามแถว แต่ละโต๊ะมีเอกสารและแฟ้มกองอยู่บนโต๊ะ และพนักงานเกือบสามสิบชีวิตกำลังง่วนกับงานที่กองอยู่ตรงหน้า  เมื่อเลื่อนเปิดประตูกระจกเข้าไปด้านในจึงได้ยินเสียงของความโกลาหลได้อย่างชัดเจนทั้งการตะโกนสั่งงาน เสียงโทรศัพท์ คนกำลังพูดคุยเสียงดังโหวกเหวกและความวุ่นวายของการทำงานราวกับเป็นเวลากลางวัน มันช่างแตกต่างกันกับเส้นทางที่เธอเพิ่งเดินผ่านมาอย่างสิ้นเชิง
เธอเดินผ่านความวุ่นวายทั้งหลายตรงไปยังมุมด้านหนึ่งของสำนักงานและเข้าไปในห้องซึ่งด้านในมีตู้เก็บของเล็ก ๆ หลายสิบตู้วางซ้อนกันสองชั้นและเรียงต่อกันยาวไปจนสุดขอบผนัง แต่ละตู้มีหมายเลขที่ตรงกับการ์ดและเครื่องสแกนลายนิ้วมือติดอยู่ด้านหน้า เธอเดินไปหยุดอยู่หน้าตู้ที่มีหมายเลขที่ตรงกับการ์ดของเธอและใช้นิ้วหัวมือแตะที่เครื่องสแกนเพื่อเปิดมันออกแล้วเอื้อมมือหยิบกระเป๋าหนังสีน้ำตาลเข้มใบขนาดพอๆ กับกระเป๋าใส่เอกสารออกมา
"เที่ยวนี้ก็ของทากะยะม่าซังอีกเหรอ .....ช่วงนี้ของมาบ่อยจัง...แต่ก็ดี กำลังไส้แห้ง จะได้ทิปติดมือมาเสริมทัพซะหน่อย...."
"อัญ! มาแล้วหรอ ตามเข้ามาข้างในเลย.... "  เธอหันไปมองตามที่มาของเสียง ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งท่าทางภูมิฐานเดินเข้าประตูมาพร้อมกับคำทักทายเชิงคำสั่งให้เธอเดินตามไป
".... ค่ะ....คุณไตร... "  เธอตอบรับและเดินตามไปเงียบ ๆ  ทั้งคู่เดินไปจนสุดขอบผนังอีกด้านหนึ่งแล้วเปิดประตูบานใหญ่เข้าไปยังห้องทำงานที่ประดับตกแต่งด้วยเครื่องลายครามและชุดรับแขกแบบจีนสมัยโบราณ ที่โต๊ะทำงานกลางห้องนั้นเอง เสี่ยหยาง  ชายสูงวัยหน้าตาท่าทางน่าเกรงขามกำลังนั่งฟังเพลงลูกกรุงพลางจิบน้ำชาอย่างเย็นใจ
"อ้าว มาพอดี มา ๆ เข้ามา.. .." เขาพูดขึ้นและหันไปทางชายหนุ่มที่เดินนำเข้ามาก่อนหน้า ไตรเดินไปหยิบกล่องกระดาษทรงสี่เหลี่ยมปิดผนึกอย่างแน่นหนาออกมาจากลิ้นชักของตู้ใบใหญ่ด้านหลังและนำมาวางลงบนโต๊ะ เสี่ยหยางพยักหน้าเป็นสัญญาณอนุญาตให้เธอหยิบกล่องนั้นใส่ลงในกระเป๋าหนังสีน้ำตาลใบนั้น
".... ส่งที่เดิม ดูแลส่งให้ถึงมือทากะยาม่าซังนะ แล้วก็ระวังตัวด้วยล่ะ... "  เขาบอกหญิงสาวด้วยเสียงเรียบ ๆ
"..ค่ะ..." เธอรับคำอย่างว่าง่าย ไม่มีข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้งใดๆ ก่อนที่จะลุกเดินออกประตูไป จึงไม่รู้เห็นว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองตามเธอไปจนประตูห้องปิดลง
"....มีอะไรอีกรึเปล่า?" เสี่ยหยาง เจ้าของกิจการขนส่งสินค้ารายใหญ่เอ่ยปากถาม ไตร หลานชายซึ่งเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของเขาด้วยน้ำเสียงแสดงความสนใจเป็นพิเศษ
"......!!! เอ่อะ เอ่อ... " อีกฝ่ายหันมาตามเสียงก่อนจะรีบหันหน้าหลบสายตา ท่าทางอึกอักแต่ก็พยายามเก็บอาการ "...ไม่มีอะไรครับ เสร็จธุระแล้วผมไปเช็คงานต่อนะครับ " เขารีบพูดตัดบทและเดินไปยังประตูเล็กซึ่งเป็นประตูที่เชื่อมไปยังห้องทำงานของตนเองเพื่อกลับไปทำงาน เสี่ยหยางยิ้มที่มุมปากยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์

อีกด้านหนึ่ง อัญญาเดินกลับออกมาผ่านตู้เก็บของที่ตั้งเรียงต่อกันยาวอยู่ทั้งสองฟากและเหลือบไปมองแสงไฟ stand-by ที่ช่องเก็บของช่องหนึ่งโดยบังเอิญ '..พัฒ..?!...วันนี้มารับงานเหมือนกันเหรอ......'  ใจเผลอนึกถึงใครบางคน ภาพของวันคืนเก่า ๆ ยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำแต่จะไปตอกย้ำให้มันได้ประโยชน์อะไร  เธอกัดฟันผ่อนลมหายใจยาวสะกดความรู้สึกเอาไว้และเดินเปิดประตูกลับออกไปจัดการภารกิจที่ได้รับมอบหมายทั้งที่ยังรู้สึกหม่นๆ ในใจ


ค่ำวันหนึ่งเมื่อ 11 ปีก่อน....
"มันจะเป็นอะไรนักหนา ห๊ะ! กะอีแค่ไปทำงานในผับ ผับนี้ชั้นก็รู้จัก ไม่ได้ให้มันไปทำอะไรเสียหายหรอกน่า หลานเธอมันก็โตแล้ว จะให้มันเรียนอย่างเดียวไม่ต้องช่วยกันทำมาหากิน มันก็จะสบายเกินไปล่ะ!!! เลี้ยงดูส่งเสียมาตั้งนานตั้งแต่ที่แม่มันเอามาทิ้งไว้แล้วก็ไปญี่ปุ่นไม่เห็นเคยส่งเงินมาแม้แต่สลึง มันก็น่าจะทำอะไรตอบแทนเราบ้าง!!" เสียงของผู้ชายตะคอกดังมาจากชั้นล่างของห้องแถวท้ายตลาดซึ่งเปิดกิจการร้านรับซักรีดเสื้อผ้าเล็ก ๆ
"อัญมันยังเด็กเกินไป และตอนนี้ก็ช่วยทำงานในร้านอยู่แล้วนี่ไงล่ะ ทำเท่านี้ก็พอแล้ว อย่าให้ต้องไปทำงานในที่แบบนั้นเลยนะ ชั้นขอร้อง.." อีกเสียงขัดขึ้นมา แต่ก็ด้วยน้ำเสียงที่สั่นด้วยความหวั่นกลัวอยู่ในที
"โธ่โว๊ย!!! งานซักรีดแกก็ทำอยู่แล้ว มันไม่ต้องช่วยก็ได้  แล้วทำแค่นี้มันได้อะไรที่ไหน เงินมันเพิ่มขึ้นมาซักแดงนึงมั้ย!"  ชายร่างใหญ่ยังพูดต่อด้วยเสียงเกรี้ยวกราด
"พี่ ชั้นขอร้องล่ะ อย่าคิดเรื่องนี้อีกเลยนะ ถึงยังไง ชั้นก็ไม่ให้ยายอัญไปทำงานอะไรแบบนั้นหรอก มันเพิ่งจะอายุ 14เองนะ พี่เห็นแก่อนาคตของหลานเถอะ ถ้าพี่อยากได้เงิน เดี๋ยวชั้นจะหาให้.....นะ.... " แม้จะหวั่นกลัว แต่ก็เสี่ยงยื่นข้อเสนอที่อีกฝ่ายจำต้องเงียบไป
".......เออ!! ก็ดี!! งั้นแกก็หามาให้ได้ละกัน ไม่งั้นล่ะก็ ชั้นจะให้มันไปทำงานที่ผับเฮียเคี้ยงแน่ ๆ!!! " เขาพูดทิ้งท้ายด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวก่อนเดินปึงปังออกจากบ้านไป
ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งถึงกับทรุดนั่งลงอย่างหมดแรง ในแววตาแฝงไว้ด้วยความกังวลใจ                                   
อีกหนึ่งคนที่กังวลใจไม่น้อยไปกว่ากันก็คืออัญญา เด็กสาววัย 14 ปี นั่งนิ่งเงียบอยู่ในห้องของตนเองบนชั้นสอง ได้ยินทุกคำพูดตั้งแต่ต้นจนจบการสนทนาของป้าเพ็ญและลุงเษม หรือลุงเกษม ชายแก่วัยห้าสิบกว่าๆ ที่มาติดพันป้าเพ็ญตั้งแต่ตอนที่ป้าเพ็ญยังเปิดกิจการร้านเหล้าเล็ก ๆ เลี้ยงตัวหลังจากที่ถูกเลิกจ้างจากงานที่ผับ  ป้าเพ็ญไม่ใช่ญาติ ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดกับเธอ แต่เป็นคนเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เธออายุได้เพียง 7 ขวบ หลังจากที่แม่แท้ๆ ของเธอได้พาเธอมาฝากให้อาศัยอยู่ที่นี่ก่อนจะเดินทางไปหางานทำที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนั่นก็ต้องเท้าความย้อนความหลังลงไปอีกขั้นเข้าสู่วังวนชีวิตที่ถอดแบบละครหลังข่าวของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง

ถึงแม้ไม่ได้อยากให้ชีวิตดราม่า แต่ความจริงก็คือความจริง อัญญาเกิดมาโดยที่ไม่เคยรู้ว่าพ่อของเธอคือใคร ตั้งแต่เกิดมาก็มีเพียงเธอและแม่ของเธออาศัยอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ ชั้นบนสุดของตึกแถวที่เปิดแบ่งให้เช่า ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นห้องที่เจ้าของตึกมีไว้สำหรับเก็บข้าวของที่เหลือใช้ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ชอบที่นี่มากเพราะด้านหน้าห้องมีระเบียงกว้างขวางทำให้สามารถมองเห็นวิวสวย ๆ ของแม่น้ำที่ไหลผ่านและแบ่งเมืองนี้ออกเป็นสองฝั่ง มองเห็นท้องฟ้ากว้างสุดสายตาและโดยเฉพาะวิวของสะพานสีขาวทอดข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งซึ่งเชื่อมต่อไปยังถนนสายเศรษฐกิจและเป็นแหล่งรวมของผับ บาร์ ร้านสถานบันเทิงชื่อดังต่าง ๆ ....หนึ่งในสถานบันเทิงเหล่านั้นก็เป็นที่ทำงานของ 'แม่' ใช่แล้วล่ะ...แม่ของเธอทำงานอยู่ที่ผับแห่งหนึ่งในย่านนี้มานานหลายปีและได้พบกับพ่อของเธอจนเกิดเป็นความสัมพันธ์ลึกซึ้งที่แสนสั้น กว่าที่แม่ของเธอจะรู้ว่ากำลังตั้งท้องก็หลังจากที่เขาได้จากไปแล้ว เด็กหญิงอัญญาจึงเกิดและถูกเลี้ยงดูจนเติบโตมาท่ามกลางแสงสีและชีวิตกลางคืนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวความสับสนวุ่นวายของชีวิตผู้คนรอบตัวรวมทั้งความวุ่นวายของชีวิตแม่ของเธอเองที่มีชายมากหน้าหลายตาเข้ามาติดพันอยู่ไม่ขาดสายก็วุ่นวายไม่ใช่น้อย
และในวันหนึ่ง เมื่อคนที่เข้ามาติดพันแม่ของเธอคือลุงปราณผู้ชายวัยสี่สิบต้น ๆ ที่แสนจะใจดี เขาได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเด็กน้อยผู้ซึ่งไม่เคยรู้ว่าพ่อคือใคร เธอจึงมีความสุขตามประสาเด็กๆ ที่หวังว่าเขาคือคนที่เหมาะจะเป็นพ่อของเธอได้ ลุงปราณคอยดูแลเอาใจใส่แม่ของเธอและให้ความรักและเอ็นดูเธอเหมือนลูก ทำให้เด็กอย่างเธอคิดไปเองว่านี่อาจจะเป็นการเริ่มต้นใหม่ของแม่และเธอแล้วจริงๆ แต่จนแล้วจนรอดความโชคดีและความสุขมันก็ยังเป็นเพียงแค่ความฝันที่ไม่สามารถเป็นจริง เมื่อในบ่ายวันหนึ่ง เขาได้เดินเข้ามาบอกกับแม่ของเธอว่าวันนั้นจะเป็นวันสุดท้ายที่เขาจะมาพบแม่ของเธอ
".... เอ่อ  .....ผมคงจะไม่ได้มาหาคุณ....อีกแล้ว ...ผม....ผม  ขอโทษ...." ลุงปราณก้มหน้าและบอกกับแม่ของเธอด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"อะ...อะไรนะคะ... คุณพูดว่าอะไรนะคะ.... " แม่ถามกลับไปเสียงสั่นและน้ำตาก็เริ่มเอ่อคลอ
"ภรรยาผม เค้ารู้เรื่องของเราแล้ว .. เค้า....ให้ผมเลิกยุ่งเกี่ยวกับคุณ....ไม่อย่างนั้นเค้าจะมาที่นี่เพื่อจัดการด้วยตัวเองและจะพาลูกไปจากผม ผม..ผมขอโทษ...." เขาบอกเหตุผลที่ทำให้ทุกอย่างต้องจบลงและเดินจากไป
....... ลุงปราณกลับออกไปแล้วและจะไม่มีวันกลับมาที่นี่อีก แม่ของเธอก็คงรู้อยู่แก่ใจว่าจะช้าหรือเร็ววันนี้คงจะต้องมาถึงในสักวัน จึงทำได้เพียงแค่นั่งก้มหน้านิ่งปล่อยให้น้ำตาที่ไหลออกมาหยดลงบนมือที่กำแน่นอยู่บนตัก เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอไม่แน่ใจว่าควรจะเข้าไปปลอบใจแม่ดีหรือเปล่าหรือว่าจะต้องทำอย่างไรกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น การที่จะไม่ได้พบกับคุณลุงที่แสนจะใจดีกับเธอจนเธอแอบคิดว่าเขาอาจจะมาเป็นพ่อของเธอได้จริง ๆ อีกต่อไปมันเหมือนความหวังที่ยิ่งใหญ่ของเด็กคนหนึ่งได้พังทลายลง ความผิดหวังและเสียใจที่เธอรู้สึกเมื่อเทียบกับความเสียใจของแม่ของเธอมันก็อาจจะไม่ได้น้อยไปกว่ากัน
หลังจากเหตุการณ์นั้น เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ บรรยากาศภายในห้องเช่ามีเพียงความเงียบเหงา ไม่มีการพูดถึง ไม่มีคำอธิบายใด ๆ แม่ปล่อยให้เธอทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง และเพียงแค่สามวันให้หลัง แม่จึงมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่ด้วยการเก็บข้าวของมีค่าไปขายเหลือไว้เพียงกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็ก ๆ แค่สองใบ แม่ของเธอได้บอกเลิกสัญญาห้องเช่าแล้วพาเธอไปฝากไว้กับป้าเพ็ญ อดีตเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ที่หันมาเปิดกิจการร้านเหล้าเล็ก ๆ อยู่หลังตลาดอีกฟากหนึ่งของเมือง ป้าเพ็ญเป็นสาวใหญ่ตัวคนเดียวไม่มีครอบครัว ไม่มีญาติพี่น้องจึงยินดีรับดูแลเธอด้วยความเต็มใจ จากนั้นแม่จึงเดินทางไปหางานทำที่ประเทศญี่ปุ่น ทิ้งเธอไว้กับคำพูดสุดท้ายก่อนไป '...อัญอยู่กับป้าเพ็ญ รอแม่นะลูก... เป็นเด็กดี อย่าดื้อ แล้วแม่จะกลับมารับลูกไปอยู่ด้วยกัน...นะ ' แล้วแม่ขึ้นรถแท็กซี่ไปและไม่เคยกลับมาอีกเลย
………ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเธอไม่ทันได้ตั้งตัว ตั้งแต่นั้นมา ทุกวันจึงเป็นวันเวลาแห่งความเศร้าและการร้องไห้ฟูมฟาย จากวันแรกผ่านไป จนกลายเป็นหนึ่งอาทิตย์ หนึ่งเดือน จนหลายเดือนผ่านไป ในใจเฝ้าคิดวนเวียนอยู่กับคำถามที่ว่า '....แม่ทิ้งเราไปแล้วจริงๆ ใช่ไหม..?...' เธอเฝ้านับวันเวลารอคอยวันที่แม่จะกลับมาหาด้วยความหวังแต่ก็ไม่เคยมีข่าวคราวหรือการติดต่อกลับมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว มันเป็นการรอคอยที่ไร้จุดหมาย นับวันความหวังเริ่มลดน้อยลงไปทุกวัน มีแต่ป้าเพ็ญเท่านั้นที่คอยปลอบใจ จนเมื่อเวลาผ่านไปกว่าครึ่งค่อนปี  ในที่สุด เมื่อไม่มีอะไรให้หวังอีกต่อไปแล้ว เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอจึงต้องตระหนักให้ได้ว่าเธอเหลือเพียงป้าเพ็ญเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะยึดเป็นที่พึ่งได้และเธอต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุด เด็กหญิงจึงต้องเลิกร้องไห้ หยุดความเศร้า ทิ้งความหวังลมๆ แล้งๆ และความคิดถึงเอาไว้ข้างหลังแล้วเริ่มต้นมีชีวิตใหม่อีกครั้ง  ป้าเพ็ญและอัญญาจึงใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตามประสาป้าหลานต่างสายเลือดตั้งแต่นั้นมา
วันคืนผ่านเลยไปหลายปี จนเมื่อป้าเพ็ญพบกับลุงเกษม พนักงานประจำออฟฟิศวัยกลางสี่สิบที่ชื่นชอบการมาดื่มสังสรรค์ที่ร้านเหล้าของป้าเพ็ญจนเกิดความสนิทชิดชอบและตกลงปลงใจย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านในฐานะสามี  แม้ว่าลุงเกษมจะเป็นคนชอบสังสรรค์มากไปหน่อยแต่ก็เป็นคนมุ่งมั่นเอาการเอางาน หลังจากย้ายเข้ามาอยู่ร่วมบ้านกับป้าเพ็ญได้ไม่นาน เขาก็ตัดสินใจลาออกจากการเป็นพนักงานออฟฟิศและลงทุนทำธุรกิจเล็ก ๆ เพื่ออนาคตของพวกเราทั้งสามคน  ลุงเกษมเป็นสามีที่ดีของป้าเพ็ญและเขาก็เอ็นดูเธอเหมือนลูกหลานคนหนึ่งทำให้การใช้ชีวิตอยู่ในชายคาบ้านเดียวกันของคนสามคนที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดก็จะดูคล้าย ๆ ว่าจะมีความเป็นครอบครัว เธอเองก็ยินดีที่เห็นป้าเพ็ญมีความสุขทำให้การต้องอยู่ร่วมชายคากันไปแบบนี้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
แต่แล้วลมพายุก็พัดพาความยากลำบากเข้ามาในชีวิตอีกครั้งเมื่อธุรกิจการค้าที่ลุงเกษมลงทุนและพยายามอย่างหนักที่จะสร้างและประคับประคองกิจการมากว่าสามปีต้องปิดตัวลงและพ่วงท้ายมาด้วยหนี้สินอีกมากมายให้ป้าเพ็ญต้องช่วยแบกรับ ความล้มเหลวในครั้งนั้นสร้างความผิดหวังให้กับลุงเกษมเป็นอย่างมากและทำให้เขากลายเป็นนักดื่มอย่างเต็มตัวและสถานที่ที่ลุงเกษมจะดื่มได้ตลอดเวลาก็เป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจากร้านเหล้าของป้าเพ็ญที่จำเป็นต้องเปิดบริการเกือบจะตลอด 24 ชั่วโมงเพราะลุงเกษมเอาแต่กินเหล้าเมามายและอาละวาดฟูมฟายจนหมดแรงหลับพับไปคาขวดเหล้าและตื่นมาดื่มต่อด้วยสภาพที่ย่ำแย่แทบไม่เป็นผู้เป็นคน บรรดาลูกค้าต่างก็เอือมระอากับความบ้าคลั่งและเสียงโหวกเหวกโวยวายและค่อย ๆ ลดหายไปทำให้กิจการร้านเหล้าของป้าเพ็ญเริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดทำให้ป้าเพ็ญต้องเลิกกิจการไปอีกคน
เมื่อไม่มีร้าน ไม่มีเหล้าและไม่มีเงิน ลุงเกษมจึงจำต้องพักเรื่องกินเหล้าไปโดยปริยายแต่ก็กลายเป็นคนอมทุกข์ วัน ๆ เอาแต่นั่งซึม คงเพราะยังทำใจรับกับความล้มเหลวไม่ได้  ป้าเพ็ญจึงใช้เงินที่เหลืออยู่ก้อนสุดท้ายปรับเปลี่ยนชั้นล่างของห้องเช่าให้เป็นร้านรับซักรีดเสื้อผ้าเพื่อหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของทั้งสามคนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


01.30  น.
อัญญาก้าวพ้นปากซอยสู่ทางเดินเล็กๆ อีกฝั่งถนนเพื่อขึ้นรถแท็กซี่ของลุงเสริม แท็กซี่ขาประจำเพื่อมุ่งหน้าสู่จุดหมาย บ้านทากะยะม่าซัง เพื่อนำส่ง 'ของ' ที่อยู่ในกระเป๋าหนังใบนี้ให้ถึงมือผู้รับโดยสวัสดิภาพเหมือนเช่นทุกครั้ง เธอคุ้นชินกับการปฏิบัติภารกิจนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนและนี่แหละคือ งานพิเศษ ที่เธอทำมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมปลาย เธอเป็นเด็กส่งของ เด็กวิ่งงาน หรือจะเรียกว่าพนักงานส่งพัสดุก็ใช่.... แท็กซี่ขับมุ่งหน้าขึ้นเนินเขาไปใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงจึงชะลอและจอดเทียบตรงหน้าประตูไม้บานใหญ่แกะสลักลวดลายแบบญี่ปุ่นอย่างสวยงาม ซึ่งเป็นจุดนัดส่งมอบ 'ของ' ให้กับผู้รับซึ่งก็คือเจ้าของบ้านหลังหลังนี้
"ลุงรออยู่นี่แหละ ปล่อยมิเตอร์รันไว้เลย หนูเข้าไปไม่นาน .... " หญิงสาวนัดแนะกับคนขับรถแล้วเปิดประตูลงไป พร้อมกันนั้น ประตูไม้บานใหญ่เปิดออก ด้านในมีชายสวมชุดสูทสีดำยืนรอการมาถึงของเธออยู่แล้ว
"เชิญทางนี้ครับ ทากะยาม่าซังรออยู่แล้ว.." ชายทั้งสองคนคำนับตามธรรมเนียมญี่ปุ่นก่อนจะเดินเข้ามาประกบทั้งสองข้างและผายมือให้เดินไปตามทางเดิน
"ค่ะ...." เธอคำนับตอบและเดินไปตามทางเดินผ่านสวนหย่อมเล็ก ๆ จนมาถึงด้านหลังของเรือนญี่ปุ่นจึงได้พบกับ 'ทากะยาม่าซัง' ลูกค้าคนสำคัญของบริษัทนั่งรออยู่ด้วยท่าทางสงบนิ่ง นิ่งมากจนบางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าเขารอจนหลับไปรึเปล่า  'มากี่ที ๆ ก็นั่งรอรับของด้วยตัวเองทุกครั้ง ของในกล่องนี้มันคงสำคัญมากแหง ๆ .......' เธออดสงสัยไม่ได้ว่าสิ่งที่อยู่ในกล่องใบนี้จะต้องเป็นของสำคัญหรือไม่ก็คงมีค่ามาก ถึงได้รอรับกันพร้อมเพรียงขนาดนี้
"เชิญครับ"  เคนจิซัง ลูกน้องคนสนิทของทากะยาม่าซังกล่าวเชิญให้เธอนั่งลงตรงที่นั่งด้านตรงข้ามกับเจ้านายของเขา
"มาแล้วสินะ วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง สบายดีใช่มั้ย" ทากะยาม่าซังถามไถ่ด้วยภาษาไทยสำเนียงชาวอาทิตย์อุทัย
".... สบายดีค่ะ ขอบคุณมาก นี่...ของของคุณค่ะ " เธอคำนับและกล่าวตอบรับคำทักทายด้วยกริยาสงบเสงี่ยมที่สุดเท่าที่จะทำได้จากนั้นจึงหยิบกล่องออกมาวางไว้บนโต๊ะ
"ขอบคุณมาก นี่เป็นสินน้ำใจตอบแทนเล็กน้อย ลำบากคุณต้องนำของมาส่งให้ถึงที่นี่ " เขาผายมือให้เคนจิซังนำซองสีน้ำตาลมามอบให้กับเธอ
"ขอบคุณมากค่ะ...จริง ๆ ไม่ต้องก็ได้.... " เธอแสดงความเกรงใจตามมารยาทไทยแต่ก็รับซองไว้และคำนับอีกครั้งเป็นการขอบคุณ
"ไม่เป็นไร ผมยินดีให้... นี่ดึกมากแล้ว เชิญกลับเถอะ"  เขารวบรัดตัดความเหมือนเช่นทุกครั้ง
"ค่ะ....สวัสดีค่ะ" เธอโค้งคำนับลาเขา ทากะยาม่าซังสั่งให้ชายทั้งสองคนเดินนำออกมาส่งจนถึงหน้าประตูและโค้งคำนับส่งด้วยกริยานอบน้อมตามธรรมเนียม
"ขอบคุณมาก..ค่ะ...ไปละค่ะ....." เธอทั้งโค้งคำนับตอบทั้งกล่าวลาอีกสองสามครั้งและพยายามขอตัวไปก่อนที่จะเสียอาการ 'โอย ๆ ๆ จะเข้มพิธีรีตองไปถึงไหนทั้งนายทั้งบ่าว  นี่เกร็งจนกระเพาะจะเป็นตะคริวอยู่แล้ว.....เมื่อเธอเดินพ้นประตูออกมาก็พบว่ารถของลุงเสริมหายไปแล้ว มีเพียงรถยุโรปคันหรูจอดเทียบอยู่แทนที่ เธอเดินตรงไปที่รถอย่างคุ้นเคย กระจกรถเลื่อนลงจึงเห็นว่าคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยคือเจ้านายสุดเท่ของเธอนั่นเอง เขาคงตามมาตรวจความเรียบร้อยอีกเช่นเคยสินะ
"..คุณไตร..วันนี้ไม่ต้องกลับบ้านสวนเหรอคะ "  เธอถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถด้วยกริยาสบายๆ  ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเขาคงจะจ่ายเงินค่าแท็กซี่และบอกให้กลับไปเรียบร้อยแล้ว
"พรุ่งนี้มีนัดเช้า คืนนี้เลยจะนอนที่คอนโดน่ะ...แล้วบอกกี่ครั้ง ไม่เคยจำเลยนะเหม่ง ถ้าอยู่กันสองคนไม่ต้องเรียกแบบนั้นไงล่ะ ...”  น้ำเสียงและคำพูดฟังดูสนิทสนมผิดจากเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ราวกับหนังคนละม้วน 
"อ๊ะ! ขอโทษ...โธ่เฮีย..ก็มีลืมบ้างสิ เจอกันทั้งในออฟฟิศแล้วไหนจะเจอนอกรอบ เจอที่นู่น เจอที่นี่.. อัญต้องตัดสลับเอาเองก็ต้องก่งก๊งบ้างอ่ะ..” เธอตอบเขาด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงเบา ๆ เฟี๊ยวๆ งอน ๆ ระหว่างที่รถเริ่มเคลื่อนออกไป เธอหันขวับกลับมาหาเขาในทันที  “ ...จะไปส่งใช่มะ? โอเคเลย..... แต่อัญต้องไปที่ฝั่งโน้นก่อนนะ...."
"ไม่มีปัญหา..."  เขาเหลือบมองเธอแล้วหัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี ไม่ถือสาคำพูดของเธอ  อัญญายิ้มแป้น ในใจรู้สึกขอบคุณที่เขามีน้ำใจกับเธอ รถยนต์คันงามแล่นหายไปกับความมืดมุ่งหน้าสู่ 'ฝั่งโน้น' เป็นจุดหมายต่อไป


05.15 น.
อัญญา ยืนอยู่ในมุมมืดมองไปยังตึกแถวห่างออกไปอีกฟากของถนน ที่หน้าร้านรับซักรีดเสื้อผ้าธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรพิเศษจะมีก็เพียงแต่หญิงวัยห้าสิบเศษ ๆ กำลังตักบาตรด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแต่แสงไฟส่องสว่างจากเสาไฟฟ้าใกล้ ๆ ทำให้เห็นอาการอิดโรยและแววตาที่แฝงไว้ด้วยความเศร้า เธอเฝ้ามองจากเงามืดเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจและไม่ต้องการแสดงตัวให้ใครเห็น หลังจากที่พระสงฆ์ให้พรเสร็จเรียบร้อยและเดินออกไปแล้วหญิงคนนั้นจึงเก็บถาดอาหารและหันหลังเดินเพื่อเข้าไปในบ้านแต่ก็ชะงัก สายตาสะดุดอยู่ที่กระถางดอกไม้ข้างประตูบ้าน เธอหันมองดูทางซ้ายและขวาเมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นจึงก้มลงยกกระถางและหยิบของบางอย่างจากใต้กระถางวางไว้ในถาดและหมุนกระถางดอกไม้ให้หันไปอีกทิศทางหนึ่งก่อนที่จะเดินเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว เธอยืนดูอยู่จนแน่ใจว่าเหตุการณ์ทุกอย่างกลับเป็นปรกติแล้วจึงหันหลังเดินกลับไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ไม่ไกลนัก
"ไปกันเถอะค่ะ...เฮียจะได้รีบกลับไปพัก " เธอเปิดประตูเข้ามานั่งในรถพร้อมกับบอกอีกฝ่ายด้วยความเกรงใจที่ต้องรอ เขายิ้มให้เธอและขับรถแล่นออกไปสู่ถนนใหญ่แสงไฟสลัวตามสองข้างทางเริ่มถูกกลบด้วยแสงสีเทาแกมส้มที่ทอดผ่านผืนฟ้ามาจากทางทิศตะวันออกเป็นสัญญาณของการสิ้นสุดเวลางานของวันนี้แล้ว

ระหว่างทาง หญิงสาวนั่งปล่อยใจให้หวนนึกถึงจุดเริ่มต้นของวงจรการดำเนินชีวิตในรูปแบบที่คล้าย ๆ จะเป็นอาชีพฟรีแล้นซ์ของเธอเริ่มจากการที่เธอพยายามหา 'งานพิเศษ' เมื่อเจ็ดปีก่อน .............
หลังจากความพยายามของลุงเกษมที่ต้องการพาเธอไปทำงานที่ผับในครั้งที่แล้วไม่เป็นผล เธอก็ได้มีชีวิตวัยเรียนอย่างสงบสุขจนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบปี เธอใกล้จะจบชั้นมัธยมปีที่ 3 ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าแต่การเงินในบ้านก็ขัดสนเสียจนป้าเพ็ญไม่มีเงินมากพอที่จะให้ลุงเกษมนำไปจ่ายหนี้ที่ยังค้างอยู่อีกหลายแสนบาทได้ ดอกเบี้ยก็พอกพูนขึ้นทุกวัน แทนที่เขาจะคิดหางานทำแต่กลับไม่เคยทำงานการอะไรเอาแต่เตรดเตร่หากินเหล้าไปวัน ๆ และในที่สุดก็ขุดเอาความคิดเดิมมาปัดฝุ่นอีกครั้ง เขาพยายามหาทางที่จะพาเธอไปทำงานเป็นพนักงานล้างจานในผับของเฮียเคี้ยงให้ได้ เด็กอายุแค่ 15ปี หากต้องไปทำงานในผับก็คงต้องเป็นงานก้นครัวเท่านั้น แต่เบื้องลึกที่มากกว่านั้นก็คือโอกาสที่จะถูกคัดส่งเข้าไปเป็นเด็กนั่งดริ๊งค์ซึ่งเขาได้จัดแจงทำการตกลงกับผู้จัดการร้านเอาไว้เรียบร้อยแล้วนั่นเอง    มาคราวนี้ ป้าเพ็ญก็ยังคงคัดค้านอย่างหนักเพื่อกันเธอให้ห่างจากการเดินซ้ำรอยเดิมของแม่ของเธอจนถึงขั้นทะเลาะกันใหญ่โตหลายต่อหลายครั้ง  และสุดท้ายป้าเพ็ญก็ไม่สามารถจะต้านทานได้อีกต่อไป
เช้าวันหนึ่ง ป้าเพ็ญขึ้นมาเรียกให้เธอลงมาที่ห้องครัวเพื่อฟังลุงเกษมนัดแนะเวลาที่เธอจะต้องไปเริ่มทำงานที่ผับเป็นวันแรก ใบหน้าของป้าเพ็ญดูซีดเซียวแววตาเศร้าอย่างเห็นได้ชัด เธอดูออกว่าป้าเพ็ญกำลังทุกข์ใจมากแค่ไหนที่ต้องทนเห็นเธอตกอยู่ในสภาพนี้ ด้วยความสงสารป้าเพ็ญ เธอจึงตัดสินใจเดินลงไปเผชิญหน้ากับความจริงของชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป
"อัญ.. แกก็รู้ว่าตอนนี้เราต้องการเงินมาใช้หนี้ บ้านเราแทบจะไม่มีอะไรจะกินกันอยู่แล้ว แกต้องไปทำงานหาเงินช่วยป้าแกอีกแรง.... เดี๋ยวเย็นนี้ลุงจะพาแกไปฝากงานที่ผับเฮียเคี้ยง ลุงรู้จักเจ้าของเค้าดี ป้าแกก็รู้จัก เมื่อก่อนป้าแก แม่แก ก็เคยทำงานที่นี่ ......อีกอย่างนะ มันได้เงินเยอะ งานล้างจานมันก็ไม่หนักหนาอะไรหรอกน่ะ แกก็ไม่ใช่เด็กละ ถึงเวลาที่แกจะต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงคนในบ้านบ้าง พูดแค่นี้ก็น่าจะเข้าใจ  ใช่มะ...." ลุงเกษมพูดร่ายยาวเกลี้ยกล่อมให้อัญญาคล้อยตาม  "แล้วก็นะ..ชั้นจะบอกให้ว่า...แกจะมางอมืองอ...." เขายังไม่ได้พูดให้จบก็ถูกเธอสวนกลับเสียก่อน
"....แล้วทำไมลุงถึงไม่ทำอะไรบ้างอ่ะ ที่ผ่านมาก็งอมืองอเท้าอยู่เฉย ๆ ..ตั้งกี่ปีที่ปล่อยให้ป้าทำงานหาเงินมาใช้หนี้ของลุงไหนจะที่ต้องให้ลุงเอาไปถลุงลงขวดเหล้าอีก....แล้วตอนนี้ก็จะให้อัญไปทำงานที่ผับหาเงินค่าเหล้า หาเงินใช้หนี้ ให้ลุงอีกเหรอ  !!! ลุงไม่อายมั่งอ่ะ..." เธอขึ้นเสียง
"ยายอัญ!!!" ป้าเพ็ญสีหน้าตกใจไม่คิดว่าเธอจะกล้าต่อปากต่อคำ
"ก็มันจริงนี่.... ตั้งแต่ลุงเจ๊งคราวนั้น ก็ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอีกเลย ใจคอลุงไม่คิดจะทำอะไรบ้างเลยเหรอไง! หนี้พวกนี้ก็เป็นหนี้ของลุงเองทั้งนั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับเราซักหน่อย แล้วทำไมเราจะต้องหาเงินมาให้ลุงด้วย!!!!"  เธอโพล่งออกไปอย่างสุดจะทน  
"แก!!! แกกล้าว่าชั้นเหรอ??!! แก..! แก..!!"  เขาขู่ตะคอกด้วยความโกรธ
"พี่!!... ใจเย็นๆ นะ อย่าไปถือสาหลานเลยนะ..นะ... ชั้นขอร้อง อย่าให้หลานไปทำงานในที่แบบนั้นเลยนะ ...." ป้าเพ็ญพยายามพูดจาให้ลุงเกษมอารมณ์เย็นลง
"มันไม่ใช่หลานชั้น แล้วก็ไม่ใช่หลานแก!! มันเป็นแค่เด็กที่แม่มันทิ้งไว้ที่นี่ ถ้าเราไม่เลี้ยงมันไว้ ป่านนี้มันคงตายไปนานแล้ว!! แค่ให้ไปทำงานแค่นี้ …."
พลั๊วะ!! น้ำเย็นจัดในเหยือกสาดเข้าเต็มหน้าของเขา ทุกอย่างหยุดชะงักลงทันทีและตามด้วยเสียงของป้าเพ็ญ
"ว๊ายยย อัญ!!! ตายแล้ว..!!! พี่เษม!!.. เปียกหมดแล้ว !!!"  ป้าเพ็ญตกใจมาก ไม่คิดว่าเธอจะทำแบบนั้นได้ เธอเองก็ตกใจไม่ใช่น้อยแต่ตั้งสติได้ รีบคว้ากระเป๋านักเรียนและวิ่งออกจากบ้านไป แม้ว่าจะได้ยินเสียงเรียกของป้าเพ็ญเรียกอยู่ด้านหลังแต่เธอก็วิ่งจนสุดฝีเท้าเพื่อให้ออกไปจากที่นั่นให้ไกลที่สุด
" อัญ!!! อัญ!! ....ลูก.... "
"เฮ้ยย!!! ยัยเด็กบ้า แกทำอะไรเนี่ย!!!  อย่าหนีนะ กลับมานี่นะโว๊ย !!! " เสียงตะโกนด่าของลุงเกษมยังแว่วไล่หลังมา เธอวิ่งสุดกำลังจนกระทั่งมาหมดแรงทรุดตัวลงกองกับพื้นหญ้าในสวนข้างโรงเรียน หลังจากที่พักจนหายเหนื่อยจึงพยายามทำตัวให้เป็นปกติออกเดินไปทางด้านหน้าสวนผ่านประตูโรงเรียนเข้าไปเหมือนเช่นทุกวัน แต่ตลอดทั้งวันเธอกระวนกระวายจนไม่เป็นอันเรียน ในใจเอาแต่ครุ่นคิดถึงสิ่งที่ทำลงไป หลังจากนี้ชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไร แล้วถ้าถูกไล่ออกจากบ้านล่ะ......!!
'อัญญาเอ๊ย... ไม่น่าเลย ทำไมเอาน้ำไปสาดหน้าเค้าแบบนั้นด้วยว้า... แล้วทีนี้จะทำยังไงดี จะกลับเข้าบ้านได้ยังไง ต้องโดนไล่ตะเพิดออกจากบ้านแน่ ๆ เลย ...ถ้าถูกไล่ตะเพิดจริง ๆ จะทำไง...ไม่น่าเลย..โธ่เอ๊ย...' เธอฟุบหน้าลงกับโต๊ะเรียนอย่างหัวเสียกับสิ่งที่ทำลงไป 'หรือว่า!! จะยอมไปทำงานแต่โดยดี ล้างจาน? นั่งดริ้งค์ เชียร์แขกงั้นเหรอ ?  ไม่นะ..... ไม่ ๆ ๆ ๆ บ้าไปแล้ว คิดแบบนี้ได้ไง.....แต่.... หรือว่าคราวนี้ต้องยอมทำจริง ๆ แล้ว ....จะเป็นไรไป แม่ก็เคยทำ....แต่ก็....'
"โอ๊ย... จะทำไงดี!!! " เธอฟึดฟัด จนปัญญาจะหาทางออกให้ตัวเอง
เวลาล่วงเลยผ่านวันไปนานแล้ว แสงสุดท้ายจากดวงอาทิตย์ยังพอมีให้เห็นลิบๆ อยู่ตรงปลายฟ้า อัญญาเดินเตร็ดเตร่วนเวียนไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อฆ่าเวลา จนมาหยุดยืนนิ่ง ๆ อยู่ที่มุมถนนเพื่อยืนยันการตัดสินใจของตัวเองอีกครั้งแล้วจึงก้าวเท้าเดินเลี้ยวไปตามถนนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นถนนแห่งแสงสีที่ไม่เคยหลับใหล ตั้งแต่แม่ของเธอลาออกจากงานก่อนไปญี่ปุ่นเธอก็ไม่เคยได้กลับเข้ามาที่นี่อีกเลยจนกระทั่งวันนี้   เธอเดินเตร่ตามหาลุงเกษมตามร้านประจำของเขา และแล้วก็เจอรถจอดอยู่หน้าผับชื่อดังอีกฟากของถนน แต่ที่แบบนี้ก็ไม่ใช่ที่ที่เธอสามารถเดินเข้าออกได้ตามอำเภอใจ แถมตอนนี้เธออยู่ในชุดนักเรียนอีกด้วย เธอจึงมองหาที่นั่งแถวนั้นเพื่อนั่งดูสถานการณ์ไปก่อน
"เอ๊ย !! มาทำอะไรอ่ะ... นี่ ๆ ๆ ๆ .... " เสียงเรียกดังขึ้น ๆ และยังถูกสะกิด ๆ ๆ ๆ ทำให้เธอต้องหันไปมองเจ้าของเสียงซึ่งเป็นเด็กหนุ่มแต่งตัวด้วยชุดนักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนเดียวกันแต่ก็จำได้ว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแน่ ๆ
"...!!?? คะ ?......มีอะไร?  " เธอถามกลับไปแบบมึน ๆ ลุกเดินถอยห่างออกมาทำท่าจะเดินหนี ' ใครอ่ะ ไม่รู้จักกันนี่นา แต่.. ชุดนักเรียน ? รุ่นพี่? สารวัตรนักเรียน !? .........? ไม่รู้จักซะหน่อย...!!! '
"ก็ถามไง ว่ามาทำอะไรแถวนี้......ครับ" เขาเดินเข้ามาใกล้และถามซ้ำอีกรอบ
"... เอ่อ..แล้ว มีอะไร?" เธอไม่ตอบและถามกลับไปอีกครั้ง ' ......? ต้องการอะไร!? '
"ก็....แต่งชุดนักเรียนมาเดินแถวนี้ระวังโดนสารวัตรนักเรียนนะ"  เขาบอกเหตุผล
"นายก็ใส่ชุดนักเรียนเหมือนกัน ...ไม่กลัวอ่ะ? " อัญญาชักสีหน้า ถามกลับด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง 'ทำเป็นมาบอกคนอื่น ตัวเองก็ใส่เหอะ'
"เฮ้ย นี่ผมบอกดี ๆ นะ ...ผมจะไปทำงาน....แค่ผ่านมา ถ้าไม่เห็นคุณผมคงไม่แวะหรอก...อยู่แถวนี้นานๆ เดี๋ยวจะซวย" เขาเน้นคำสุดท้าย
"นี่นาย! จะไปก็ไปสิ ใครใช้....ว๊าย!! ....นี่ นาย จะทำอะไรน่ะ ปล่อยนะ!!.." เธอกระแทกเสียงตอบกลับอย่างหงุดหงิดแต่ยังพูดไม่จบ เด็กชายแปลกหน้าคว้าแขนของเธอและดึงเธอให้วิ่งตามออกมา
"อย่าเพิ่งโวย!! สารวัตรนักเรียนอยู่นั่นน่ะ เห็นมั้ย ไปก่อนเร็ว!"  เขาบอกเธอแกมดุที่เธอโวยวายและลากเธอให้วิ่งเร็วขึ้นไปอีก
เขาพาเธอวิ่งย้อนกลับมาปากทางของถนนและเลี้ยวออกไปทางหัวสะพานใกล้กับห้องเช่าเดิมที่เธอเคยอาศัยอยู่จนมาถึงตลาดโต้รุ่งข้างลำคลองจึงพากันหยุดพักหายใจหายคอ
"โอย... เหนื่อย... เกือบไปแล้ว.....แฮ่ก  ๆ ๆ ๆ..." เขาบ่น เธอเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาเอาเรื่อง แต่ยังเหนื่อยเกินกว่าที่จะพูดอะไรออกมาได้ ' ชั้นต้องขอบใจรึไง?... ไม่ได้ขอให้ช่วยซักหน่อย..โอยยย.เหนื่อยยย!...!.'
"... แฮ่ก ๆ ๆ ๆ"  ทั้งสองคนนั่งพักเหนื่อยอยู่แถวนั้นสักพักเขาจึงเดินข้ามถนนไปซื้อน้ำจากร้านค้าใกล้ ๆ มาแบ่งให้
"อ่ะ กินน้ำก่อนดิ" เขายื่นน้ำเปล่าให้ อัญญามองขวดน้ำอย่างชั่งใจ
"... ขอบใจ...."  ในที่สุดเธอก็ต้องพูดคำว่าขอบใจให้กับเด็กชายแปลกหน้าจนได้
"หิวป่ะ กินข้าวกัน ร้านข้าวต้มร้านนี้อร่อยนะ เดี๋ยวเลี้ยงเอง.."  เขาเอ่ยปากชวนเธอกินข้าวที่ร้านข้าวต้มใกล้ ๆ ท่าน้ำ
"เอ่อ... ไม่อ่ะ เราจะรีบกลับบ้าน" จริง ๆ แล้วเธอก็ไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เที่ยง แต่ก็คิดว่าไม่ควรไว้ใจนายคนนี้
"เอางั้นเหรอ...โอเค ไปยังไงอ่ะ ให้เดินไปส่งป่าว?  แต่กินข้าวก่อนเหอะ นี่..ผมช่วยคุณหนีสารวัตรนักเรียนแล้ว ตาคุณกินข้าวเป็นเพื่อนหน่อย..นะ ผมหิว.. เสร็จแล้วเดี๋ยวผมไปส่ง นะ ๆ ๆ " เขาเซ้าซี้น้ำเสียงจริงจัง
"คือว่า... " เธอชักลังเลและยิ่งงงเข้าไปใหญ่กับอาการสนิทสนมที่เขาแสดงออก '.. เพิ่งเจอเมื่อกี้เอง.. สนิทกันแล้ว?.... ทวงบุญคุณอีกต่างหาก.....อะไรของเค้าเนี่ย? '
"ไปเถอะ ผมหิวแล้ว ..เออ ผมชื่อ ณพัฒ เรียกพัฒเฉย ๆ ก็ได้...อยู่ ม.4 คุณอ่ะ...ชื่ออะไร"  เขายังคะยั้นคะยอแถมยังตีสนิทไม่เลิก 'ใครอยากรู้ไม่ทราบ.... แล้วใช้คำพูดคำจาซะผม? คุณ?...แหม....'
"เอ้ย..คุณ...! นี่! ก็ถามน่ะ ว่าชื่ออะไร ยืนเบลออยู่ได้"  เขาตะคอกถามย้ำ
".....ชื่อ..อัญญา ม. 3 .....ไหนว่าจะไปทำงานไง ไม่ไปแล้วเหรอ" อ้าว...เผลอตอบไปซะแล้ว
"อ๋อ... ไปดิ แต่เดี๋ยวค่อยไปก็ได้ งานผมทำเมื่อไหร่ก็ได้ ทำแป๊บเดียวก็เสร็จ รับตังก็กลับบ้านนอนแล้ว" เขาเล่าพลางทำหน้าระรื่น เดินนำหน้าไปร้านข้าวต้ม คำพูดของเขาทำให้เธอหูผึ่ง เดินตามเขาไปนั่งที่โต๊ะโดยดี
"จริงดิ มีงานแบบนี้ด้วยเหรอ .....เอ่อ...... งานอะไรอ่ะ??....? "




รถยุโรปคันหรูขับมาหยุดอยู่ที่ข้างกำแพงสีขาวที่ทอดยาวโค้งไปตามเส้นทาง แสงแรกของดวงอาทิตย์เริ่มโปรยมาเปิดขอบฟ้าอีกฟากหนึ่ง เผยให้เห็นสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ บริเวณนั้นได้ชัดเจนขึ้น
"ขอบคุณนะคะเฮียที่มาส่ง..." อัญญาหันไปขอบคุณ 'เฮียไตร' นายจ้างกลาย ๆ ที่อุตส่าห์มาส่ง
"..ไม่เป็นไร ยังไงก็ผ่านทางนี้อยู่แล้ว  ....แล้วได้รับลิสต์งานของพรุ่งนี้แล้วใช่มั้ย ไปให้ตรงเวลาด้วย...อย่าลืม... "  
"โอเคครับผม บ่ายโมง ไม่ลืมแน่นอน...ขับรถกลับดี ๆ นะเฮีย..." เธอตอบรับอย่างแข็งขันพร้อมกับยิ้มบาง ๆ ก่อนจะลงจากรถแล้วหันไปเปิดประตูเล็ก ๆ และเดินเข้าไปด้านในสนามกีฬาประจำเมืองเหมือนที่เธอทำเป็นประจำหลังจากเสร็จจากงาน  เสียงรถยนต์แล่นออกไปแล้ว เธอเดินเรื่อยเปื่อยผ่านส่วนต่าง ๆ ทั้งห้องฝึกซ้อมกีฬาแต่ละประเภท ห้องประชุม จนไปถึงบันไดทางเดินจึงเดินเลี้ยวขึ้นไปยังทางเข้าไปสู่ภายในสนามฟุตบอล ดวงไฟตามจุดต่าง ๆ ภายในสนามยังคงส่องสว่าง หญ้าปูพื้นสนามสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเขียวสดตัดกับแสงสว่างของดวงตะวันเริ่มส่องสว่างมาจากปลายฟ้าด้านทิศตะวันออก ทุกครั้งที่เสร็จภารกิจเด็กส่งของตอนใกล้รุ่งสาง เธอมักจะมานั่งอยู่ที่นี่เพื่อรอให้ฟ้าสว่างก่อนที่จะกลับเข้าห้องพัก ในครั้งแรกๆ เธอชอบที่จะนั่งเงียบๆ ชมความสวยงามของแสงอาทิตย์ค่อยๆ เปลี่ยนสีของท้องฟ้าไปทีละนิด แต่หลังจากที่ได้มาหลายครั้งหลายหนจนถึงตอนนี้ ที่นี่กลายเป็นที่สำหรับนั่งฆ่าเวลา นั่งเรื่อยเปื่อย นั่งเบื่อ นั่งหลบพักจากความวุ่นวาย บางทีเป็นที่สำหรับระบายความเศร้า โกรธ หรือนั่งรำลึกความหลัง เพ้อถึงความทรงจำที่ยังพอมีเหลืออยู่.....ความทรงจำบางเรื่องถึงมันทำให้ใจปวดร้าว เธอก็ยังชอบเพ้อถึงมันและไม่อยากให้มันลบเลือนไป
                                                                                               


"นี่นาย..... คือ.....เรา.... อยากรู้เรื่อง ... งานอ่ะ ...มันเป็นงานอะไรเหรอ แล้ว.... เค้ารับพนักงานผู้หญิงมั้ย คือ....."  เธอเปลี่ยนใจยอมนั่งกินข้าวต้มกับคนแปลกหน้าด้วยความอยากรู้เรื่องราวของงานที่เขาพูดถึงด้วยความหวังว่าอาจจะเป็นทางออกให้กับตัวเอง
"ถามทำไมอ่ะ...อยากทำงานเหรอ?   อ้อ.... ถึงได้ไปเตร่อยู่แถวนั้นใช่มั้ยล่ะ" เขาปะติดปะต่อเรื่องราวได้ตรงเผง
"....อืม" เธอยอมรับเสียงแผ่ว ๆ
"อย่าไปทำเลย งานในผับอ่ะ.... " เขาบอกเธอน้ำเสียงชัดเจนจนเธอแปลกใจ
"หืม....ทำไมพูดงี้อ่ะ... ?.... "
"ก็..ไม่คิดว่าตัวเองเด็กไปเหรอ....นี่ อย่างเธอทำไม่ได้หรอก งานมันต้องบริการ ต้องเอาใจลูกค้า พูดจา คะ ขา....แต่เธอ.. ขนาดคุยกะเรา ยังถามคำตอบคำ แบบนี้จะไปบริการใครเขาได้...." นี่ก็พูดตรงจนน่าโมโห
"โห นี่ นาย เกินไปหน่อยมะ ก็เราไม่รู้จักนาย จะให้คุยจ้อก็ประหลาดไปป่ะ ...เออ แต่ก็นายนี่ไงที่ประหลาด พูดมาก แถมยังพูดไม่เกรงใจเราเลยด้วย ไม่ได้รู้จักกันซะหน่อย..."  เธอเผลองอนเขาโดยไม่รู้ตัว
"เอ้ย! ที่พูดนี่เพราะหวังดีหรอกนะ อีกอย่าง..ถ้าโรงเรียนรู้เข้า โดนไล่ออกเลยนะ" เขาอธิบายสีหน้าจริงจังจนฝ่ายคนฟังเริ่มหน้าเสีย อีกฝ่ายเห็นท่าไม่ค่อยดีจึงรีบนำเสนอสิ่งที่น่าสนใจ " .....อยากทำงานจริงเหรอ...จะไปด้วยกันเลยมั้ยอ่ะ เดี๋ยวเราถามให้ เผื่อถ้ามีงาน อาจจะได้เริ่มทำวันนี้เลย เอาป่าว?.."
"ห่ะ.... !! ง่าย...อย่างงั้นเลยเหรอ....เอ่อ...." เธอสับสน ยิ่งได้ฟังแบบนี้ก็ยิ่งหน้าซีดเข้าไปใหญ่ ' ...จะง่ายไปมั้ยล่ะ...งานอะไรฟระ นายคนนี้เป็นพวกต้มตุ๋นมั้ย? หรือจะลองเสี่ยงดี? เธอจะไว้ใจเขาได้รึเปล่าหรือจะหนีเสือปะจระเข้ เอายังไงดีๆ



ดวงอาทิตย์เดินทางมาถึงพร้อมกับแสงสีทองสว่างทั่วท้องฟ้า ได้เวลาที่อัญญาต้องทิ้งความทรงจำและกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครา เธอเดินลงมาจากอัฒจันทร์ ลัดเลาะไปตามทางเดินข้างรั้วของสนามจนถึงประตูขนาดเล็กอีกฝั่งหนึ่งจึงเปิดออกและเดินต่อไปตามถนนซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางของเรื่องราวในความทรงจำของเธอ

จากวันที่เธอได้เจอกับเด็กชายแปลกหน้าที่ชื่อ ณพัฒ และด้วยความช่วยเหลือของเขาทำให้เธอได้งานพิเศษทำและรอดพ้นจากการที่จะต้องเข้าไปทำงานที่ผับและการทำงานพิเศษก็ทำให้เธอหาเงินมาจุนเจือครอบครัวได้ไม่น้อยแต่ลุงเกษมยังพยายามจัดแจงให้เธอไปทำงานที่ผับของเฮียเคี้ยงเพราะต้องการกู้หน้าที่ไม่สามารถจัดการส่งเธอไปทำงานได้ถึงสองครั้งสองคราว รวมทั้งการที่เขายังเที่ยวเตร่หากินเหล้าเกือบทุกวันจนเงินไม่พอใช้หนี้เก่าที่ยังค้างอยู่ หนี้ค่าเหล้าก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การกระทำของลุงเกษมทำให้เธอหมดความอดทนและไม่หลงเหลือความเคารพยำเกรงที่มีต่อเขาอีกต่อไป และวันที่ฟางเส้นสุดท้ายได้ขาดสะบั้นลงก็มาถึง
"ลุงทำแบบนี้ได้ยังไง ?!!! เงินที่หนูหามาให้ ลุงก็เอาไปถลุงจนหมด  นี่ถ้าห้องเช่าห้องนี้เป็นของป้าเพ็ญ ลุงก็คงจะบังคับให้ป้าเพ็ญขายไปแล้ว ใช่มั้ยล่ะ...." อัญญาสาดคำพูดใส่อีกฝ่ายด้วยความโกรธหลังจากที่รู้ความจริงว่าลุงเกษมเอาเงินที่ต้องเก็บไว้ใช้หนี้ไปจัดงานเลี้ยงรวมรุ่นลูกน้องเก่าจนหมด
"นี่แกกล้าว่าชั้นเหรอ!!! นังเด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่ เพราะแกมันเหลือขออย่างนี้ไง แม่แกเลยทิ้งไปไงล่ะ!! " ลุงเกษมพูดตอกย้ำ “ถูกทิ้งแล้วยังไม่เจียมเงาหัว ไม่มีชั้นสองคนแกไม่ได้มายืนขึ้นเสียงอยู่แบบนี้หรอก!!!” สิ้นคำพูดนั้นอัญญาน้ำตารื้น กำหมัดแน่นเดินขึ้นห้องไปโดยไม่พูดอะไร
" พี่ทำไมพูดแบบนี้...เงินนั่นอัญมันหามาให้เอาไว้ใช้หนี้นะพี่!....” ป้าเพ็ญร้องไห้ปานจะขาดใจที่รู้ว่าเงินจำนวนไม่ใช่น้อยหมดไปในชั่วข้ามคืน
" ชั้นจะเอาไปใช้ทำอะไรมันก็เรื่องของชั้น มันบอกเองว่าจะหาเงินมาให้ ก็ไปหามาใหม่ซี้....หรือถ้าไม่มีปัญญาหาอีกแล้วก็ให้มันเตรียมตัวไปทำงานที่ผับได้เลย... ” อีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกรู้สามองตามด้วยรอยยิ้มเยาะ เปรยคำประชดประชันจนสาแก่ใจแล้วก็เดินไปนั่งกระดิกเท้าดูทีวีต่ออย่างผู้ชนะ ป้าเพ็ญมองตามเขาด้วยความโกรธและเสียใจ    ไม่กี่อึดใจต่อมาเธอเดินกลับลงมาพร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่ ในตอนที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัวเธอบรรจงวางกระเป๋าไว้ที่ข้างประตูร้าน พร้อม ๆ กับที่ป้าเพ็ญหันมาเห็นเข้า แต่ก่อนจะทำอะไรได้ทัน
"อย่า!!!!" สิ้นเสียงนั้น  โครม!! น้ำซักผ้าขี้ริ้วถังใหญ่ทั้งถังเทราดลงไปหมดจนเหลือแค่เพียงถังเปล่า
"เฮ้ย!!! นี่มันอะไรกัน นังเด็กบ้าเอ๊ย แก...แก!!  " เสียงตวาดโวยวายดังลั่นบ้าน
"อี๋ยยยย  เหม็นอ่ะ.....!" เธอเองยังเหม็นจนขมในคอ แล้วคนที่ถูกราดจนเปียกไปทั้งตัวจะเหม็นขนาดไหน แต่เธอไม่มีเวลาคิดแล้ว "สมน้ำหน้า ! ..” อัญญาโยนถังเปล่าในมือใส่อีกฝ่ายจนเขาเสียหลักแล้วรีบหอบกระเป๋าเสื้อผ้าเพียงใบเดียววิ่งหนีออกมาจากบ้านป้าเพ็ญด้วยหัวใจที่เจ็บปวด น้ำตาของความโกรธและความเสียใจมันไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
"ยายอัญ!!! อัญ...ลูก!! จะไปไหน..! กลับมา...อัญ....!!! " เสียงป้าเพ็ญตะโกนร้องเรียกชื่อเธอเสียงดังลั่น
"..พอกันที!! ชั้นไม่อยู่แล้ว..ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าอีก... ไอ้แก่บ้าเอ๊ย!...วัน ๆ เอาแต่เกาะผู้หญิงกิน งานการก็ไม่ไปหาทำ.... ไม่ใช่พ่อแม่ ไม่ใช่ญาติพี่น้องชั้นสักหน่อย พอ พอแล้ว....พอ...แล้ว..... ไม่เอาแล้ว... ซึก ๆ.. ฮือ..ๆ ๆ ๆ... " 'ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย!!!! ทำไม?!!! ทั้ง ๆ ที่เธอตัดสินใจหอบกระเป๋าเสื้อผ้าออกมาเพราะสุดจะทนกับความห่วยแตกและสิ่งแย่ ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ความรู้สึกผูกพันนั้นไม่อาจที่จะตัดให้ขาดได้ พอคิดว่าจะไม่ได้กลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกแล้วจริง ๆ เธอก็ใจหาย เธอหยุดยืนนิ่ง น้ำตายิ่งพรั่งพรู  "..ป้าเพ็ญ....ป้า... !! ฮือ..ๆ ๆ ๆ... " ความคิดที่สับสนกับสิ่งที่เพิ่งตัดสินใจทำลงไป สิ่งสุดท้ายที่เธอมี คนสุดท้ายที่เธอเหลืออยู่ในชีวิต ที่พักพิง และสิ่งที่เธอเรียกว่าครอบครัว ทั้ง ๆ ที่เธอพยายามทำอย่างดีที่สุดเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้เพื่อรักษามันเอาไว้ แต่สุดท้ายมันจะไม่มีอีกต่อไปแล้ว เด็กสาวยืนก้มหน้าร้องไห้อยู่อย่างนั้นจนท้องฟ้าเริ่มสว่างมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอจึงต้องตั้งสติและคิดให้ออกว่าจะทำอย่างไรต่อไป หลังจากที่คิดอยู่นานจึงสรุปแบบคิดเองเออเองว่า ....เธอต้องเสี่ยง มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่น่าจะช่วยเธอได้

อัญญาเดินไปตามทางเดินช้า ๆ ราวกับต้องการย้ำความทรงจำในวันที่เธอมาพร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้าเพียงใบเดียว ในวันนั้น เด็กสาวเดินผ่านเข้าประตูอาคารและขึ้นบันไดจนมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูบานนี้ด้วยความรู้สึกที่ไม่แน่ใจและสับสน ขณะที่ยืนลังเลอยู่นั้นเองก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อมีเสียงเปิดล็อกและประตูก็เปิดออกมาจากด้านใน ผลั๊วะ!!  
"เหี้ย!!!......"


ประตูห้องเช่าถูกไขกุญแจและเปิดเข้าไป ภายในห้องมืดสลัวมีเพียงแสงไฟส่องมาจากอีกด้านหนึ่ง เธอนั่งลงแกะเชือกผูกรองเท้าพลางนึกถึงวันเก่าๆ แม้จะผ่านมาหลายปีแล้วแต่ก็ยังจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี
"ซิก ๆ ซื้ด... ฮึก ๆ ...."  เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นเบา ๆ ในบรรยากาศยามรุ่งสางพาให้รู้สึกสะพรึง หากเป็นคนอื่นคงเผ่นแนบไปเรียบร้อยแล้ว แต่เสียงนั้นทำได้เพียงแค่ปลุกเธอให้ตื่นจากห้วงความคิดเท่านั้น
"อ่า... วันนี้วันอาทิตย์แล้วเหรอ ลืมไปเลย...แกดูหนังเรื่องอะไรอ่ะ" ประโยคสนทนาเริ่มขึ้นโดยที่ยังง่วนอยู่กับการแกะเชือกผูกรองเท้า ภายในห้องยังมืดสลัวจนมองไม่เห็นว่าเธอกำลังพูดกับใคร.....หรืออะไรกันแน่
"...ฮือ ๆ ๆ ๆ ...เนี่ย....(มือข้างหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากโซฟาชูปกแผ่นหนัง P.S I love you ).....เศร้า.....เศร้าจนจะขาดใจตายอยู่แล้ว......พรื่ดดดดด!!!" เจ้าของเสียงสะอื้นตอบเสียงเครือตามด้วยเสียงสั่งน้ำมูกหนักมาก
"อ่อ..อืมเรื่องนี้เศร้าจริง...แต่แกเพิ่งดูไปนี่ เอามาดูอีกรอบเหรอ " เธอชะเง้อหน้ามองเออออไปกับอีกฝ่าย
"... หลายรอบแล้ว แต่ก็ยังอินอยู่ดีอ่ะ อยากหยุดร้องแล้วแต่มันหยุดไม่ได้อ่ะแก ฮือ ๆ ๆ...." หญิงสาวเจ้าของเสียงร้องไห้ยังสะอื้นไม่หยุด
".....!!!" สะพรึงหนักไปอีก
เธอชื่อ ป่าน เป็นเจ้าของห้องพักห้องนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม ในวันที่อัญญาตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าหนีออกมาจากบ้านป้าเพ็ญ ก็มีเพียงที่นี่ที่เธอนึกออกว่าน่าจะมาขออาศัยอยู่ได้ เธอมุ่งหน้ามาโดยที่ไม่แน่ใจนักว่าป่านจะเต็มใจให้ความช่วยเหลือหรือไม่แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้อีกแล้ว


.....ในวันนั้น ขณะที่เธอกำลังยืนลังเลอยู่หน้าประตูห้อง ป่านบังเอิญเห็นเงาตรงขอบประตูจึงส่องดูและเห็นว่าเธอกำลังยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าห้องเลยรีบเปิดประตูให้ทั้งที่สภาพหน้าเพิ่งผ่านการร้องไห้อย่างหนักเลอะทั้งคราบเครื่องสำอางปนคราบน้ำตาจากความเศร้าที่พระเอกซีรีส์เกาหลีเรื่องโปรดต้องตาย ทำเอาอีกฝ่ายเห็นสภาพแล้วตกใจซะจนแทบจะหัวใจวาย
"เหี้ยหนักมากอ่ะ....เหี้ยยังต้องช็อคตายถ้าเจอสภาพหน้าแบบนั้นอ่ะ....." อัญญาบ่นอุบขณะที่นั่งลงบนโซฟาพยายามปรับลมหายใจให้กลับสู่ภาวะปกติ
" เอ่อ.. โทษที อินกะซีรี่ส์หนักไปหน่อย แห่ะ ๆ...." ป่านนั่งลงที่โซฟาหลังจากล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยแล้ว " เออ... อัญก็มาอยู่ด้วยกันดิ จะแชร์ห้องกะเราก็ได้ หรือว่านอนห้องเกรซมะ มันไม่ค่อยกลับมานอนห้องอยู่แล้ว แต่ว่าห้องมันของเยอะหน่อยนะ...หรือไม่งั้นก็เตียงเสริมตรงมุมนู้นก็ได้ ตู้และของใช้ก็มี..เอาไว้เผื่อแขกมาพักอยู่แล้ว เลือกได้ตามสบายเลยนะ... " ป่านสาธยายเสียงใสแจ๋วตามสไตล์เด็กสาวโลกสวยซึ่งก็เป็นเรื่องดีที่ป่านยินดีให้เธอพักอยู่ด้วยโดยไม่ถามสักคำว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะเธอเองก็ไม่ได้อยากเล่า   ทุกอย่างจึงลงตัวอย่างง่ายดาย ง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะเลย ตั้งแต่นั้นมาเธอและป่านจึงเป็นเพื่อนนักเรียนที่อาศัยอยู่ร่วมห้องพักเดียวกันมาจนถึงตอนนี้

 ป่านเป็นเด็กสาวใสๆ จากต่างจังหวัดที่ได้ย้ายเข้ามาเรียนชั้น มัธยมปีที่5 ที่โรงเรียนเดียวกันกับอัญญาด้วยคะแนนสะสมติดระดับหนึ่งในห้าของเด็กในระดับชั้นเดียวกัน เธอเป็นคนฉลาด เรียนเก่งและหน้าตาน่ารัก สดใส อัธยาศัยดี ทำให้เป็นที่สนใจของเด็กนักเรียนชายในโรงเรียน แต่ป่านก็ไม่สนใจใครเลยนอกจาก  ณัธ  เด็กนักเรียนในกลุ่มดรีมทีมที่ทั้งหน้าตาดี เป็นว่าที่นักเรียนทุนต่างประเทศ ทุนดนตรี เป็นนักกีฬา และยังเป็นติวเตอร์ให้กับรุ่นน้องอีกด้วย เรียกได้ว่าเพอเฟ็คเรียกพ่อ 
ป่านและณัธเป็นแฟนกันตั้งแต่สมัยเรียน เมื่อทั้งสองคนเรียนจบป่านก็เรียนต่อจนจบปริญญาตรีและปริญญาโท จากนั้นก็เข้าทำงานเป็นนักวิจัยและพัฒนาอยู่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ส่วนณัธ หลังจากเรียนจบมัธยมปลายเขาก็ได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศอีกสี่ปี แล้วก็สอบสมัครชิงทุนของอีกสาขาเพื่อเรียนต่ออีกสองปี และยังได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ช่วยโปรเจคใหญ่ของมหาวิทยาลัย นับรวม ๆ แล้ว ณัธก็เลยยังจะต้องอยู่ต่างประเทศไปอีก 4-5ปีหรืออาจจะมากกว่านั้น อินเตอร์เนตจึงเป็นเครื่องมือที่ทั้งคู่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน  ช่วงสุดสัปดาห์ป่านมักจะรอคุยกับเขากว่าจะนอนก็เกือบถึงเช้าแบบนี้เป็นประจำ   นาน ๆ ครั้งเมื่อณัธกลับมาเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทย ทั้งสองคนจึงจะมีโอกาสได้เจอกัน   .........วันนี้ก็เป็นวันที่เขาจะเดินทางกลับมาเยี่ยมครอบครัวอีกครั้ง  ป่านก็คงตื่นเต้นที่จะได้เจอคนรักจนนอนไม่หลับเลยดูหนังยันสว่างอีกแล้วล่ะสิ
"โอย เสร็จซะที มัดสายรองเท้าไงเนี่ย พันกันเละเลย... เออ ป่าน บ่ายวันนี้แกต้องไปรับที่รักแกที่สนามบินไม่ใช่เหรอ ถ้าแกจะไม่นอนแล้วยังจะร้องไห้หนักขนาดนี้นะ ตาได้บวมเป็นปลาทองแน่ " เธอโยนรองเท้ากองไปรวมกับคู่อื่นๆ และหันมาถามอีกฝ่าย
"..... ก็รู้ แต่มันซึ้งนี่แก ทั้งซึ้ง ทั้งเศร้า พระเอกโคตรรักนางเอกเลย ทำไมต้องให้พระเอกตายก็ไม่รู้ ฮึก ๆ ๆ...."  ยังอินกับหนังอยู่อีก
"เค้าก็ให้พระเอกตาย เพื่อให้มีคนเสียตังไปดูและร้องไห้เป็นเผาเต่าแบบแกนี่ไง ก็ดูหลายรอบแล้วมะ เลิกอินได้แล้ว ไปล้างหน้าล้างตาแล้วไปนอน.... "  นี่ก็เย็นชาเป็นผีดิบไม่เคยจะอินอะไรกับเค้าบ้างเลย.......
"เออ...แกมันคนไม่มีหัวใจ..ฮึกๆ ๆ ..เออ ๆ ๆ.... ไปก็ได้...." ป่านทิ้งท้ายด้วยคำคมเฉือนใจให้อีกฝ่ายได้สะอึก

ตึงๆๆๆ!!! ตึงๆๆๆๆๆๆ!!!  เสียงทุบประตูดังรัวติด ๆ กัน ทำเอาสองสาวผงะ   
"เหี้ยเอ๊ย....ตกใจหมด....." เธอตะหวาดออกไปให้คนที่อยู่ด้านนอกได้ยิน
"เปิดประตู!! เปิดหน่อย เร็วเร๊ว !!!"  ไม่ทุบเปล่า ยังตะโกนเรียกเสียงดังจนสะเทือนไปทั้งตึก อัญญาเอื้อมมือไปเปิดให้อีกฝ่ายได้แทรกตัวพรวดเข้ามาและปิดประตูอย่างรวดเร็ว โครม!!!
"โอ่ย.... อะไรของแก ไอ้เกษ กุญแจก็มี แกจะทุบประตูให้หนวกหูชาวบ้านเค้าทำไม !? …..โห... แล้วดูสภาพ...โดนยำมาซะเละขนาดนี้....นี่ไปปาดหน้าเค้กใครเค้าเข้าอีกแล้วอ่ะ "  อัญญาหัวเสีย
อีกฝ่ายยังยืนพิงประตูในอาการหมดสภาพ ทั้งเหนื่อยหอบ ผมเผ้ากระเซิง กอดรองเท้าแนบอยู่กับอก "ไม่มีกุญแจ! หายไปตอนไหนไม่รู้แก...!! เดี๋ยวขอพักหายใจแป๊บนึง โอ๊ย คอแห้ง....โอ๊ย หายใจไม่ทัน...เดี๋ยวเล่าให้ฟัง มันส์มากเลยแกเอ๊ย..... " เธอทิ้งรองเท้าที่กอดอยู่ลงกับพื้นละล่ำละลักพูดสลับกับการพยายามหายใจ
 "ไม่ๆๆ ไม่ต้องเล่าเลย.. ไม่ได้อยากฟัง ไปปาดของคนอื่นเค้าจนโดนเล่นเข้าให้ล่ะดิ เหมือนเดิม เรื่องเดิม ๆ ...เบื่อแล้วจ้า.... "  อีกฝ่ายตัดบทและเบือนหน้าหนีทันควัน
"โหย... แก ฟังก่อนดิ ฟังก๊อน...!  ครั้งนี้มันส์มว๊าก....จริง ๆ " เธอพูดพลางลากแขนอีกฝ่ายให้มานั่งลงที่โซฟา "ว้ายแม่ร่วง!!!!!...คุณพระคุณเจ้าช่วยด้วย....." เสียงสบถด้วยความตกใจเมื่อเห็นหน้าตาของป่าน " กรี๊ด...แก.!! ตาบวมเป็นแมงเลยแก๊!! แล้วบ่ายนี้จะไปหาผู้ชายสภาพนี้เนี่ยนะ......ทำไมไม่รู้จักรักษาสภาพ??....  เออๆ.. ช่างเหอะ ช่างๆๆๆๆ.... พวกแกฟังเรื่องของชั้นดีกว่า  ขอเม้าท์สองนาทีแล้วจะให้ไปนอนนะ ๆ ๆ  อยากเม้าท์เพราะว่าเค้าแซ่บมาก .... เค้ามาแอ๊วชั้นก่อนด้วย อร๊าย!! ดี๊ดี สวยแซ่บจะตาย...." นางลากทั้งสองคนมานั่งแล้วเริ่มเรื่อง
เธอคนนี้ชื่อการะเกษ หรือเกษ หรือเกรซ เป็นอีกหนึ่งสาวในกลุ่มแก๊งที่ส่งคะแนนและย้ายมาเรียนในชั้นมัธยมปีที่5 เหมือนกันกับป่าน ทั้งสองคนมาจากโรงเรียนเดียวกัน เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ชั้นประถม แต่นิสัยกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าคิดว่าเด็กสาวบ้านนอกจะคู่กับความใสซื่อ หวาน ๆ น่ารัก ๆ การะเกษก็ไม่คู่ควรกับคำเรียกแบบนั้น เพราะเธอเป็นเด็กหญิงผิวสีน้ำผึ้งหน้าคมบุคลิกชัดเจน จัดจ้าน ดูกร้านโลก เปิดเผย และดัดจริตจนเกินงาม แถวบ้านนอกอาจจะเรียกว่าแก่แดด แต่ถ้าจะแก่แดดขนาดนี้แล้วละก็.....คำๆ เดียวที่ใช้อธิบายได้ครบที่สุดก็ควรจะเป็นคำว่า แรด มากกว่า.... เกรซเป็นเด็กฉลาดแต่ไม่ใช่เด็กที่ตั้งใจเรียน การที่เธอต้องการย้ายมาเรียนต่อที่โรงเรียนนี้เพียงเพราะเหตุผลที่ว่า “ถ้าป่านมาได้ ชั้นก็ต้องมาได้เหมือนกัน” และจะด้วยบุญบารมีหรือผีผลักอย่างใด ก็ไม่อาจจะมีใครรู้ ทำให้เกรซสามารถเข้ามาเรียนด้วยคะแนนสะสมระดับหนึ่งในสิบในระดับชั้นเดียวกับป่านได้อย่างไม่น่าเชื่อและไม่ว่าจะบอกใครก็ไม่ค่อยมีใครอยากจะเชื่อสักเท่าไหร่ เกรซเป็นเพื่อนร่วมห้องพักของป่านมาตั้งแต่แรกตั้งแต่ย้ายมาเรียน แต่แค่ไม่กี่เดือนหลังจากที่ได้สำรวจแหล่งท่องราตรีเจ๋ง ๆ จนทั่วเมืองแล้ว เกรซก็กลับมานอนที่ห้องนี้น้อยลงไปเรื่อย ๆ  จนตอนนี้ ที่นี่เป็นเหมือนที่หลบภัยของเธอเสียมากกว่า เพราะความสามารถพิเศษของเธอคือการแกว่งร่างไปสะดุดเท้าคนอื่นจนมีโจทก์มากพอ ๆ กับสีของลิปสติกที่เธอมีอยู่ วันไหนที่ดวงไม่ดีเกรซก็ต้องวิ่งแจ้นมาหลบที่นี่
......กรอด....ฟี้...........กรอด....ฟี้.....คร่อก.......
"โอ้ย... ไอ้อัญ บ้าที่สุดเล๊ย...... มาหลับแบบนี้ได้ยังไง...!  กัดฟันอีกต่างหาก...อุบาทว์....นี่! ตื่นมาฟังชั้นเดี๋ยวนี้เลยนะ ...ตื่น!!!" เกรซโวยวายลั่นเมื่อเธอเล่าเรื่องการผจญภัยของเธอที่ทั้งตื่นเต้นและลุ้นระทึก แต่อัญญากลับหลับพับไปคาโซฟาแถมยังมีทั้งเสียงกรน เสียงกัดฟัน มาประกอบการเล่าเรื่องให้ซะอีก ส่วนป่านก็นั่งตาปรือไม่มีอาการตอบสนอง คาดว่าน่าจะหลับในไปตั้งแต่ช่วงกลาง ๆ เรื่อง
"....!!! ไม่มีใครฟังชั้นเลย เง่อ ....." เกรซหัวเสียแต่ก็หมดแรงข้าวต้มแล้วเหมือนกันจึงต้องยอมแพ้พยายามจัดท่านอนให้อัญญาและหาผ้ามาห่มให้ "ให้นอนโซฟานี่แหละ โทษฐานที่ไม่ฟังเรื่องของชั้น..ส่วนแก มานี่เลย ไปนอนในห้อง...." เธอใช้พลังงานที่เหลืออยู่ดึงป่านให้ลุกขึ้นและลากแขนเข้าไปในห้องนอน "..ก็รู้อยู่ว่าผู้ชายจะมา...ยังจะร้องไห้จนตาปูดเป็นปลาทอง....ดูสภาพ...ไม่ได้เลย .... "  เธอยืนมองเพื่อนสาวที่นอนแผ่สองสลึงไร้ซึ่งสติอยู่บนเตียงและเดินไปหยิบอุปกรณ์และครีมต่าง ๆ มาล้างหน้าเช็ดคราบเครื่องสำอางตบท้ายด้วยครีมทารอบดวงตาและวางสำลีชุบซีรั่มมาวางประคบไว้ให้
"แปะทิ้งไว้แบบนี้เลยละกัน...." แล้วเธอก็เดินออกจากห้องนอนของป่านมาแวะดูอาการของอัญญาที่กำลังนอนหลับสบาย ' ตัวแสบ ... '  เธอชะเง้อดูอาการของเพื่อนรักเพื่อนแค้นที่กำลังนอนหน้ายิ้มแฉ่ง "  กำลังฝันดีเหรอ?...ชิ....."  แล้วเปิดประตูเข้าห้องของตัวเองไป สถานการณ์ภายในห้องจึงกลับสู่ความสงบสุขอีกครั้ง
--------------------------------------------


"กรี๊ด!!!! " เสียงกรี๊ดดังลั่นพลังเสียงทะลุทุกโสตประสาทจนเจ้าของร่างที่นอนอยู่ที่โซฟาตกใจตัวโยนหล่นจากโซฟาไปนอนกลิ้งอยู่กับพื้น
"เหี้ย!!!....เหวอ...เฮ้ย..!! ...." แอ๊ก! ตุ่บ! ".... โอ๊ย...... "   'อ่าก!....เจ็บ ๆ...!!! ....' อัญญางัวเงียยันกายขึ้นมาด้วยความยากลำบาก มือข้างหนึ่งลูบสะโพกป้อย ๆ บรรเทาความเจ็บ  อีกหนึ่งสาวตกใจเบิกตาโพลงกระเด้งตัวลุกขึ้นมานั่งสะบัดสำลีที่โปะอยู่บนเปลือกตาออกและกระวีกระวาดเด้งตัวลุกจากเตียงออกมาดูสถานการณ์
 "ใคร!! ใครเป็นอะไร...เกรซ?! เฮ้ยเป็นไร?? เปิดประตูดิ เปิดประตู !!! " ตึงๆๆๆๆ!!! "..!?ได้ยินชั้นมั้ย ....? เปิดประตูดิเกรซ?.. "
"ไอ้ป่าน!! หยุด!! อย่าเวอร์....“ อัญญาชะโงกหน้ามาจากขอบโซฟาปรามเพื่อนเสียงแข็ง “มันจะเป็นอะไรได้...นอกจากไอ้รอยข่วนที่หน้ามันน่ะ....เห็นตั้งแต่ตอนมันกลับมาละ ยังแปลกใจอยู่ว่าทำไมมันไม่ปรี๊ด... " สาธยายขณะที่อีกมือยังพยุงสะโพกของตัวเองอยู่
"เฮ้ย...จริงดิ? รอยเยอะมั้ยอ่ะ ...." ป่านเป็นเดือดเป็นร้อน เกรซดึงประตูเปิดสุดแรง โผล่หน้าออกมากรี๊ดต่อ
""กรี๊ด!!!!  เยอะดิ....ก็ตรงนี้ไงแก! ฮือ ๆๆๆ.... บ้าที่สุดเลย ไปพลาดโดนตอนไหนอ่ะ!!  แล้วงี้จะเป็นแผลเป็นมั้ยแก ... ฮือ ๆ ๆ..." เธอหวั่นใจกลัวเสียโฉมพาลโวยวายใส่อัญญา "แล้วทำไมแกไม่บอกชั้นตั้งแต่เมื่อคืน?! คอยดูนะ ถ้าเป็นแผลเป็นขึ้นมาละก็...ชั้นจะโทษแก"
"อ้าว ไม่เกี่ยวมั้ยล่ะ อยากเอาเรื่องก็กลับไปหาคู่กรณีนู่นเลย ..." อีกฝ่ายตอบกลับอย่างไม่แยแส
"เดี๋ยว...! ไหน ตรงไหน ขอดูก่อน... " ป่านพยายามเพ่งมองหาจุดเกิดเหตุแต่ก็ไม่เห็นความผิดปรกติบนหน้าของเพื่อนเลยสักนิด
"ก็นี่ไง ไม่เห็นเหรอแก..... สายตาแย่ละนะ ดูหนังมากจนวุ้นในตาเสื่อมหมดละไง ?  นี่ไงเนี่ย ๆ ๆ ๆ เห็นรอยป่ะ ...เห็นมั้ยล่ะ!?.... " เกรซยังไม่วายจิกกัดเพื่อน ".... ดูดิ ๆ ดู ๆ ๆ..." นางย่ำเท้างอแงเป็นเด็กสามขวบ
"เอ๊ย จริงด้วย ๆ ... ทำไงดี... อัญ แกมาดู ม่ะ..... ! อ่ะ..." ป่านชักจะเริ่มอินกับความเวิ่นของเพื่อนและเรียกหาตัวช่วย แต่พอหันไปหาอัญญาก็ต้องหมดอารมณ์ เธอพาร่างไปโผล่อยู่หน้าตู้เย็น กำลังจัดการกับแซนด์วิชและน้ำส้มอย่างสบายอารมณ์ "อัญ! อะไรอ่ะแก.... มาช่วยกันดิ...!" ป่านทำเสียงตำหนิแรง
".... แกอย่าบ้าจี้ได้มะ รอยเท่าขี้เล็บมดแทบจนมองไม่เห็นแบบนั้นน่ะ  เดี๋ยวมันก็หายป่ะ " อัญญาไม่ได้ใส่ใจ หยิบแซนด์วิชคำโตเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ กระดกน้ำส้มตามอย่างเอร็ดอร่อย
"มันจะมองไม่เห็นได้ไงล่ะ ก็แกบอกเองว่าเห็นรอยนี่ตั้งแต่ตอนมันกลับมาอ่ะ ! ...."  ป่านใส่อารมณ์สวนกลับทันทีเช่นกัน
"เออ! ใช่..! " เกรซปรี๊ดเสียงหันขวับมาทางอัญญาอย่างเอาเรื่อง
"ก็พุ่งพรวดเข้าประตูมาจนแทบจะเข้าสิงร่างขนาดนั้น จะไม่ให้เห็นได้ไง....นี่  ' ไอ้เกษ ' แกก็อย่าเยอะได้ป่ะ  ชั้นรู้ว่าแกเคลียร์ได้ จะเรียกร้องความสนใจเพื่อ....หืม?.... ส่วนแก ไอ้ป่าน...เดี๋ยวแกก็ต้องไปรับที่รักแกไม่ใช่เหรอ....ยังจะมาไร้สาระเดี๋ยวก็ไปไม่ทันมะ... ไม่รีบแต่งตัวอีก เดี๋ยวไปสายป่ะ?...." เธอตัดรำคาญและเปลี่ยนเรื่องแบบไม่แคร์สื่อใดๆ ทั้งสิ้น
"...ชั้นชื่อเกรซ เรียกใหม่เดี๋ยวนี้เลยนะ ! ...  " เกรซสะบัดใส่แต่อีกฝ่ายไม่ใส่ใจ พอหันไปหาป่านก็ทิ้งเธอไว้กลางทางแล้วเข้าสู่โลกสีชมพูไปอีกคน
"ใช่ๆๆๆ...สายแล้ว ชั้นต้องรีบไปแต่งตัว แก....ไปสนามบินด้วยกันนะ...นะ... ไปเป็นเพื่อนหน่อย " เธอตอบเขิน ๆ แก้มสีชมพูระเรื่อ เกรซเผลอหมั่นไส้ในความมุ้งมิ้งของป่านจนเบรกอารมณ์ตัวเองแทบไม่ทัน
"ว๊าย ๆ ๆ คุณเพื่อน หน้าแดง? คือไร?... แค่จะได้เจอหน้าแฟนแค่เนี๊ยะอย่าเว่อร์……และก็ โนค่ะ..ไม่ไปนะคะ ขอบาย หน้าเป็นรอยเบ้อเริ่มขนาดนี้ ชั้นไม่ให้ใครเห็นเด็ดขาด แต่... บ่ายนี้ต้องไปเซตงานสำหรับแฟชั่นวีคเดือนหน้าด้วยอ่ะ ..กรี๊ด!! ....บ้าที่สุดเลย.. " นางยังคงเหวี่ยงขิงข่า
 "....รอยเท่ารอยตีนมด? ขั้นเทพอย่างแก แค่นี้จะไปยากอะไร เดี๋ยวแกก็โปะๆ ปิดๆ หนาอีกนิดก็เนียนกริ๊บ...จริงมะ? " อัญญาดักคอมองบนกับความเยอะของเพื่อน  " อืม...แต่ชั้นก็ไม่ไปนะ โทษที... มีงานอ่ะ ไว้เจอกันงานเลี้ยงคืนพรุ่งนี้เลยละกัน ฝากเซย์เฮลโหลนักเรียนนอกด้วยนะ .."
"อ้าวเหรอ ไม่มีใครว่างเลยเหรอ......." สรุปก็คือไม่มีใครไปเป็นเพื่อน แต่ป่านก็ยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แววตาเพ้อไปไกล
"ยิ้มอยู่ได้ ไปแต่งตัวสิคะ เดี๋ยวก็ไม่สวยและยังจะไปไม่ทันด้วยป่ะคะ ..." เกรซดึงเธอกลับมายืนบนพื้นผิวโลกแห่งความจริงที่ความสวยต้องรีบหมุนแข่งกับเวลา
"เออ..ใช่ แกแต่งหน้าให้ชั้นหน่อยนะ นะ นะ .. พลีส...." ป่านเกาะแขนเพื่อนแน่นส่งแววตาอ้อนวอน
"ผู้ชายกลับมาจากต่างประเทศหน่อยทำกระแดะพูดอังกฤษนะยะ.... งั้นก็ด่วนเลย...ชั้นคิดคอนเซ็ปต์ให้แกได้ละ... "  จิกกัดด้วยความหมั่นไส้แต่ก็ดีดนิ้วเรียกไอเดียมาช่วยเต็มที่
"โอเค.." ป่านชูมือทำท่าประกอบด้วยท่าทางกระแดะแบ๊วไม่เลิก เกรซมองบนเพลีย ๆ ลากเพื่อนเข้าห้องไปจัดการเปลี่ยนโฉมให้สวยพร้อมต้อนรับสุดที่รัก


วันสำคัญที่สุดในรอบปี ป่านมีภารกิจที่จะต้องไปรอรับคนรักของเธอในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า แต่ทว่าภายในห้องเช่าก็ไม่ได้มีความโกลาหลวุ่นวายแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ทุกอย่างดูเงียบสงบและเป็นไปอย่างเรียบร้อย ป่านและเกรซดำเนินการตาม'คอนเซ็ปต์' ที่เกรซเตรียมเอาไว้อยู่ภายในห้อง อัญญาเอนหลังเรื่อยเฉื่อยอยู่ที่โซฟาด้านนอกสลับกับการเดินไปจกอาหารจากตู้เย็นมากินระหว่างดูรายการสารคดีฆ่าเวลา จนในที่สุดป่านก็เปิดประตูออกมาจากห้อง เธอหันไปมองแล้วต้องตกตะลึงชั่วขณะ หญิงสาวในชุดกระโปรงเรียบ ๆ สีหวาน แต่งหน้าอ่อน ๆ โทนเกาหลีทำผมเข้ากับบุคลิกดูสวยงามเลอค่า เรียบ หรู ดูแพง เอ๊ย ดูดีสุด ๆ  'สวยจังเลยแฮะ...! '
"อ่ะโห....แกนี่ สมกับที่เป็นตัวท็อปเรื่องแฟชั่นจริง ๆ...." อัญญาออกปากชม
"แน่นอนอยู่แล้ว ระดับชั้น มองปราดเดียวก็ตั้งค่าให้ได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า...เป๊ะ"  เกรซยิ้มกริ่มเชิดหน้ารับคำชม อัญญาแกล้งจิกหน้าใส่
"สวยพร้อม...โอเค..ไปละนะ เดี๋ยวจะสาย..." ป่านเดินไปเปิดประตู เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดทั้งประหม่าและตื่นเต้น  เกรซกลอกตามองบน 'เครื่องแลนด์ดิ้งบ่ายสาม..นี่เพิ่งเที่ยงมะ? '
"ย่ะ...ไปได้แล้ว...."  พูดพลางหยิบกระเป๋าถือยัดใส่มือป่านพร้อมทั้งเปิดและปิดประตูส่งเพื่อนเรียบร้อยแล้วจึงเดินกลับมาปรายตามองอัญญา ก่อนจะเดินเข้าห้องของตัวเองไป อีกฝ่ายเอนหลังอยู่ที่โซฟานิ่งๆ คิดถึงเรื่องบางอย่างสายตามีแววของความกังวล แต่แล้วก็ถอนหายใจเหลือบตาขึ้นมองดูนาฬิกา ' ชิบห่ะ.....จะบ่ายโมงแล้ว!' เธอลุกพรวด ได้เวลาต้องไปจัดการเรื่องของตัวเองบ้างเหมือนกัน


ก๊อก ๆ ๆ !
ผลั่วะ!! อัญญาเปิดประตูห้องน้ำโผล่หน้าออกมา แปรงสีฟันยังฟองฟอดคาอยู่ในปาก "เออ..อีไอ (มีไร).."
"อี๋ย...ซกมก อุบาทว์ ไร้อารยธรรมจริงเลย....อย่าลืมปั๊มกุญแจให้ด้วย ชั้นไปละ เจอกันพรุ่งนี้..." เกรซโวยวายก่อนจะออกจากห้องไป
"อือ..อาย(บาย)...." อัญญาโบกไม้โบกมือเซย์กู้ดบายส่งๆ ไปและหันกลับไปจัดการตัวเองต่อ ไม่แคร์สายตาของอีกฝ่าย
เสียงปิดประตูผ่านไปเพียงพักเดียวก็มีเสียงประตูเปิดและปิดลงอีกครั้ง  '..ไหนบอกไม่มีกุญแจห้องไง?..' อัญญาคิ้วขมวดตั้งป้อมเตรียมวีน เปิดประตูห้องน้ำออกมาสอดส่องหาโจทก์แต่ผิดคาดเมื่อคนที่ยืนอยู่ในห้องไม่ใช่เกรซ แต่เป็น .......?!!?
"...ไหนบอกว่าไม่มีกุ...?.. อ่ะ...เอ๊ย...แก ไมกลับมาแล้วล่ะ .. แล้ว.. ณัธอ่ะ..?" เธอถามแบบหยั่งเชิง สังเกตอาการแล้วก็พอจะเดาออกว่าต้องมีอะไรผิดแผนแน่ ๆ
"เค้านัดให้แม่เค้ามารับแล้วแหละ .... " ป่านตอบ หน้าตาบอกบุญไม่รับ "ชั้นออกไปได้นิดเดียวเอง...ยังไม่ถึงไหนเลยเค้าก็ส่งข้อความมาบอก.... ว่าไม่ต้องไปแล้ว...." ปลายเสียงเริ่มสั่นเครือ นึกถึงข้อความโทรศัพท์ที่เพิ่งได้รับ ' ณัธขอโทษนะ ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะครับ..คนดี...' เธอถอนหายใจ พยายามปรับอารมณ์ตัวเองไม่ให้น้อยใจคนรัก อัญญาเห็นท่าไม่ดี รีบปรี่เข้าไปปลอบ
"...เอ๊ย..เอ่อ...เดี่ยว ๆ ๆ ๆ... นั่งก่อน ๆ..ใจเย็นๆ  ก็ให้เค้าอยู่กับแม่ก่อน.. แกก็..พรุ่งนี้ไว้ไปเจอที่งานเลี้ยงไง.. .นะ  พรุ่งนี้ก็แต่งสวยใหม่ก็ได้.. "  อัญญาลากแขนป่านมานั่งที่โซฟาและพยายามปรับโหมดให้เพื่อนก่อนที่จะเกิดฉากดราม่าน้ำตาท่วมจอ
".......อืม .....ก็จริง " ป่านตอบเสียงสลด รับสภาพว่าคงต้องรอต่อไปอีกวัน เธอรู้สึกว่าน้ำตาเริ่มเอ่อจึงเลี่ยงเดินเข้าห้องไป อีกฝ่ายถอนหายใจยาว  นึกว่าจะต้องรับบทเป็นเพื่อนนางเอกซะแล้ว หลังจากจัดการตัวเองเสร็จอัญญาก็รีบชิ่งออกไปปฏิบัติภารกิจตามลิสต์งาน ปล่อยให้ป่านใช้ช่วงเวลาพักร้อนลำพังคนเดียวไปอีกหนึ่งวัน
ในห้องนอน ป่านนั่งหน้าเศร้ามองดูโทรศัพท์ในมือ ' เจอกันพรุ่งนี้นะครับ..คนดี...' ข้อความโทรศัพท์ถูกเปิดอ่านซ้ำ ๆ  เพื่อช่วยปรับอารมณ์น้อยใจให้กลับเป็นความสุข อย่างน้อยตอนนี้คนที่เธอรักก็กลับมาอยู่ใกล้ๆ เธอแล้ว   'รอมาเกือบปี รออีกซักวันจะเป็นไรไป '  เธอย้ำกับตัวเองอยู่หลายรอบจนในที่สุดป่านก็ยิ้มออกมาได้  “.....พรุ่งนี้ก็ได้เจอกันแล้วนะคะ...คนดี...”


------------------------------------------------

No comments:

Post a Comment